เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ราคา Bitcoin ได้สร้างปรากฏการณ์พุ่งทะลุระดับ $97,000 ไปอย่างร้อนแรง โดยมีชนวนเหตุสำคัญมาจากการผสมผสานกันของปัจจัยบวกหลายด้านพร้อมกัน
เริ่มตั้งแต่การที่ ศาลสูงสหรัฐฯ สั่งเลื่อนการตัดสินคดีสำคัญด้านภาษี ซึ่งช่วยลดความกังวล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับเหล่านักลงทุน เสริมทัพมาด้วยแรงซื้อจากฝั่ง สถาบันการเงินที่เข้าซื้อกองทุน ETF แบบถล่มทลาย จนซัพพลายในตลาดเริ่มตึงตัว ประกอบกับสภาวะ ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระดับมหภาค ที่กดดันให้สินทรัพย์ดั้งเดิมสั่นคลอน ส่งผลให้ Bitcoin กลายเป็นทางออกที่หอมหวานที่สุด จนราคาพุ่งเข้าใกล้หลักแสนดอลลาร์เข้าไปทุกที
การที่ศาลสูงสหรัฐฯ มีมติเลื่อนการตัดสินคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภาษีและกำแพงภาษีของทรัมป์เป็นครั้งที่ 2 ในรอบสัปดาห์ ส่งผลให้ความกังวลด้านเศรษฐกิจมหภาคคลี่คลายลงชั่วคราว และกลายเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ผลักดันสินทรัพย์เสี่ยงให้พุ่งทะยาน
โดยราคา Bitcoin (BTC) เพิ่งพุ่งทะลุแนวต้านสำคัญที่ $95,000 มาได้ แรงซื้อที่ไหลบ่าก็เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ช่วยหนุนให้ราคาพุ่งต่ออีกเกือบ 5% จนราคาไปแตะที่ $97,797
ซึ่งภาพรวมในรอบ 7 วัน ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นเกือบ 7% ดันมูลค่าตลาดพุ่งไปแตะ $1.95 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ภาพรวมตลาดคริปโตก็พลอยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยมูลค่าตลาดรวมของคริปโตเคอร์เรนซีขยับไปแตะแถวๆ $3.4 ล้านล้านดอลลาร์
ส่วนเหรียญ Altcoins ส่วนใหญ่ ราคาต่างเพิ่มขึ้น 3-6% ตามกันไปในทิศทางเดียวกัน
การพุ่งทะยานของ Bitcoin ในรอบนี้ กลายเป็นฝันร้ายของนักเทรดสายสวน เพราะแรงบวกที่รุนแรงได้ทำให้เกิดสภาวะ “Short Squeeze” หรือการที่ราคาพุ่งกดดันจนคนที่เปิด positions Short ต้องรีบตัดขาดทุน จนกลายเป็นการช่วยเร่งราคา Bitcoin ให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก ผลลัพธ์คือ เหล่านักเทรดที่เดิมพันว่า ราคา Bitcoin จะร่วงต้องโดน “ล้างพอร์ต”ไปแบบยับเยิน
โดยฝั่ง Short เพียงอย่างเดียว ถูกกวาดเงินหายวับไปถึง $372 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ฝั่ง Long แทบไม่สะเทือนเพราะโดนล้างไปเพียง $28 ล้านเท่านั้น เมื่อรวมทั้งตลาดคริปโตแล้ว มีมูลค่าการล้างพอร์ตสูงถึงเกือบ $850 ล้านดอลลาร์
ความเคลื่อนไหวจาก Polymarket ซึ่งเป็นตลาดพยากรณ์ระดับโลก กำลังชี้ให้เห็นว่า เหล่านักเดิมพันและนักลงทุนเริ่มมั่นใจมากขึ้นว่า “ศาลสูงสหรัฐฯ อาจตัดสินเข้าข้างทรัมป์” แม้ในวันเดียวกันศาลจะมีการออกคำวินิจฉัยในเรื่องอื่นถึง 3 เรื่อง แต่การเลือก “เลี่ยงไม่ตัดสินคดีภาษี” ของทรัมป์ซ้ำเป็นครั้งที่สอง ทำให้คนในตลาดตีความว่า ศาลอาจไม่ต้องการเข้าไปขัดขวางหรือล้มมาตรการภาษีดังกล่าว
ส่งผลให้ตัวเลขโอกาสชนะคดีของฝั่งทรัมป์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นถึง 12% ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม และขยับขึ้นอีก 6% ทันที หลังทราบข่าวการเลื่อนในวันนี้ ซึ่งความเชื่อมั่นนี้เองที่เป็นแรงส่งสำคัญให้สินทรัพย์เสี่ยงพุ่งรับข่าวล่วงหน้า
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคา Bitcoin พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ คือ การไหลกลับเข้ามาของ “เงินสถาบัน” ผ่านกองทุน ETF แบบถล่มทลาย โดยในวันที่ 13 มกราคมเพียงวันเดียว มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง $753.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเปิดตัว ETF
กองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Fidelity (FBTC) กวาดเงินไปกว่า $351.4 ล้าน และตามมาด้วย BlackRock (IBIT) ที่ได้เพิ่มอีก $126.3 ล้านดอลลาร์ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการ “กลับลำ” อย่างรุนแรง จากช่วงปลายปี 2025 ที่กระแสเงินทุนเริ่มแผ่วลง
ด้านความขัดแย้งระหว่าง Donald Trump และ Jerome Powell ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กำลังทวีความรุนแรงจนกลายเป็นปัจจัยบวกครั้งใหญ่ต่อ Bitcoin เมื่อมีข่าวว่า กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) กำลังดำเนินการสอบสวนทางอาญาต่อ Powell ในประเด็นงบประมาณการปรับปรุงอาคารสำนักงานใหญ่ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า เป็นเพียง “ข้ออ้าง” ทางการเมืองเพื่อกดดันให้ Fed ลดอัตราดอกเบี้ยตามความต้องการของทรัมป์
สถานการณ์นี้ทำให้ตลาดเกิดความกังวลอย่างหนักว่า Fed อาจสูญเสียความเป็นอิสระ และระบบการเงินเดิมกำลังถูกแทรกแซงโดยการเมือง ส่งผลให้นักลงทุนแห่เข้าถือครอง Bitcoin ในฐานะ “ทองคำดิจิทัล” ที่ไม่มีใครสามารถสั่งปิด หรือแทรกแซงได้ เพื่อเป็นหลุมหลบภัยในวันที่ความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์สั่นคลอน
ในขณะที่รายงาน ราคา Bitcoin กำลังซื้อขายอยู่ที่ 96,385 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.98% ภายใน 24 ชั่วโมง อ้างอิงข้อมูลจาก coinmarketcap

ที่มา : news bitcoin

