(21 ม.ค. 2026) – โลกการค้าตึงเครียดขึ้นทันที! เมื่อ The Kobeissi Letter รายงานข่าวด่วนว่า สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศระงับข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งถือเป็นการตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มส่งสัญญาณกดดันเดนมาร์กและ EU เพื่อขอเจรจาเข้าครอบครองเกาะ “กรีนแลนด์” (Greenland) พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในขั้วโลกเหนือ
ชนวนเหตุครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเรื่องเศรษฐกิจปกติ แต่มาจากความพยายามรอบใหม่ของทรัมป์ที่ต้องการดึงกรีนแลนด์มาเป็นของสหรัฐฯ เพื่อคุมเส้นทางเดินเรืออาร์กติกและแหล่งแร่หายาก (Rare Earth) โดยทรัมป์ใช้วิธีการทูตสไตล์ “นักเลงโต” ขู่ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรปแบบมหาโหด หากเดนมาร์กไม่ยอมเปิดทางเจรจา ทำให้ EU ทนไม่ไหว ตัดสินใจระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าฉบับเดือนกรกฎาคม 2025 (ที่เคตกลงกันว่าจะเพดานภาษีไว้ไม่เกิน 15%) ทิ้งทันที
อันโตนิโอ คอสต้า (António Costa) ประธานคณะมนตรียุโรป ได้ออกมาแถลงการณ์ด้วยท่าทีขึงขังว่า การกระทำของสหรัฐฯ เป็นการบ่อนทำลายความสัมพันธ์ข้ามแอตแลนติก และ EU จะไม่ยอมถูกข่มขู่ด้วยกำแพงภาษี การระงับดีลครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนว่า EU พร้อมที่จะเปิดศึก “สงครามการค้า” (Trade War) อย่างเต็มรูปแบบ หากสหรัฐฯ ยังไม่หยุดคุกคามอธิปไตยของสมาชิก
ผลกระทบจากความขัดแย้งนี้อาจลุกลามบานปลายจนน่ากลัว เพราะมูลค่าการค้าระหว่างสองขั้วอำนาจนี้สูงถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี หากกำแพงภาษีถูกนำกลับมาใช้จริง สินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยี และรถยนต์ จะมีราคาสูงขึ้นทันตาเห็น และอาจฉุดเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัวให้ดิ่งลงเหวได้อีกครั้ง
สรุปแล้ว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อขายที่ดิน แต่เป็นการงัดข้อระหว่าง “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) กับ “ศักดิ์ศรีของยุโรป” งานนี้ต้องจับตาดูว่าทรัมป์จะยอมถอย หรือจะเดินหน้าเปิดศึกหลายด้านพร้อมกัน ทั้งจีนและยุโรป ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง ตลาดหุ้นและเศรษฐกิจทั่วโลกคงต้องเตรียมรับแรงกระแทกชุดใหญ่
ที่มา: @KobeissiLetter

