Ethereum Foundation (EF) ได้ยกระดับการรักษาความปลอดภัยครั้งใหญ่ด้วยการประกาศจัดตั้งทีมเฉพาะด้าน Post-Quantum (PQ) เพื่อเร่งปรับปรุงเครือข่ายให้สามารถต้านทานภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่กำลังทรงพลังขึ้นเรื่อย ๆ
Justin Drake นักวิจัยอาวุโสของ EF ได้โพสต์ข้อความลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ระบุว่า ภารกิจนี้คือ “วาระเชิงกลยุทธ์ระดับสูงสุด” ในปี 2026 เนื่องจากไทม์ไลน์ของเทคโนโลยีควอนตัมนั้นพัฒนาเร็วกว่าที่คาดไว้มาก
ทีมงานชุดนี้ นำโดย Thomas Coratger และ Emile ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนา leanVM ที่เป็น Virtual Machine รูปแบบใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยี Zero-knowledge และรองรับลายเซ็นแบบ Hash-based ที่มีความทนทานต่อควอนตัมเป็นพิเศษ
ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการวิจัยในห้องแล็บ สู่การลงมือปฏิบัติจริงเต็มรูปแบบ เพื่อให้มั่นใจว่า ทรัพย์สินของผู้ใช้งาน Ethereum ทั่วโลก จะปลอดภัยจากการถูกเจาะระบบในอนาคต
Ethereum Foundation (EF) ยังแสดงความมุ่งมั่น ด้วยการทุ่มงบประมาณวิจัยรวมกว่า 2 ล้านดอลลาร์ เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับโลก มาร่วมสร้างเกราะป้องกันเครือข่าย
โดยล่าสุด Ethereum Foundation (EF) ได้ประกาศจัดตั้งรางวัล Poseidon Prize มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ เพื่อมุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ “ฟังก์ชันแฮช” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบ Zero-knowledge Proof ใน Ethereum ให้มีความปลอดภัยสูงสุด
เงินรางวัลนี้ เป็นการต่อยอดจาก Proximity Prize อีก 1 ล้านดอลลาร์ ที่ประกาศไปก่อนหน้า สำหรับการวิจัยด้านการเข้ารหัสแบบทนควอนตัมในภาพรวม
ในแง่ของการลงมือทำจริง ฝั่งวิศวกรของ Ethereum ก็เริ่มขยับตัวอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดยตอนนี้มีการเปิดรัน Post-Quantum Consensus Devnet หรือเครือข่ายทดสอบแบบหลายระบบร่วมกันแล้ว ซึ่งซอฟต์แวร์หลักอย่าง Lighthouse และ Grandine ได้เริ่มใช้งานระบบทนควอนตัมในเครือข่ายทดสอบนี้แล้ว ส่วน Prysm ก็คาดว่าจะเข้าร่วมในเร็ว ๆ นี้
และนับตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป จะมีการประชุมนักพัฒนาแบบเจาะลึกทุก 2 สัปดาห์ เพื่อวางมาตรฐานการทำธุรกรรมแบบ Post-Quantum โดยเฉพาะ ซึ่งนำโดยนักวิจัยอย่าง Antonio Sanso
ขณะที่ฝั่งคอมมูนิตี้เอง ก็เตรียมจัดงานใหญ่ ทั้งเซสชันพิเศษก่อนงาน EthCC ในเดือนมีนาคม และเวิร์กช็อปเข้มข้น 3 วันเต็มในเดือนตุลาคม เพื่อระดมสมองเปลี่ยนผ่าน Ethereum สู่ยุคใหม่ที่ควอนตัมเจาะไม่ได้อย่างสมบูรณ์
กระแสการเตรียมรับมือกับภัยคุกคามจากควอนตัม กำลังกลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในวงการคริปโตปี 2026 นี้เลย เพราะไม่ใช่แค่ฝั่งนักพัฒนาเท่านั้นที่ขยับตัว แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Coinbase ก็เพิ่งประกาศตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาอิสระขึ้นมาเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านควอนตัมต่อบล็อกเชนโดยเฉพาะ
ความน่าสนใจอยู่ที่การรวมตัวของเหล่า “ดรีมทีม” ด้านการเข้ารหัสระดับโลก ทั้ง Justin Drake จาก Ethereum, Dan Boneh ปรมาจารย์ด้านคริปโตกราฟีจาก Stanford และ Scott Aaronson ผู้เชี่ยวชาญด้านควอนตัมชื่อดัง และยังเป็นศาสตราจารย์จาก University of Texas
ซึ่งการรวมตัวกันของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเหล่านักวิชาการแถวหน้าแบบนี้ สะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมกำลังยกระดับเรื่องความปลอดภัยควอนตัมจาก “เรื่องในอนาคต” ให้กลายเป็น “ภารกิจด่วนที่สุด” ในปัจจุบัน
ความเคลื่อนไหวนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิด “Walkaway Test” ของ Vitalik Buterin ที่เพิ่งเสนอไว้เมื่อวันที่12 มกราคม โดยเป็นกรอบแนวคิดที่ตั้งคำถามสำคัญว่า ระบบของ Ethereum จะยังคงอยู่รอดและปลอดภัยได้หรือไม่ หากกลุ่มนักพัฒนาหลักเกิดหายไปกะทันหัน
Vitalik ย้ำชัดเจนว่า ความสามารถในการ “ทนทานต่อควอนตัม” คือ จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ เพื่อให้เครือข่ายอยู่รอดได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ Vitalik ยังประเมินความเสี่ยงที่น่าตกใจว่า มีโอกาสสูงถึง 20% ที่เราจะได้เห็นคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีพลังทำลายล้างการเข้ารหัสในปัจจุบันเกิดขึ้นจริง ก่อนปี 2030
การเร่งมือของ Ethereum Foundation (EF) ในปี 2026 นี้จึงเป็นการสร้างเกราะป้องกันล่วงหน้า เพื่อปิดช่องโหว่ที่อันตรายที่สุดก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง โดยการเตรียมรับมือกับภัยควอนตัม กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ Ethereum เริ่มมีความได้เปรียบเหนือ Bitcoin ในสายตาของนักลงทุนสถาบัน
เห็นได้ชัดจากกรณีที่ Christopher Wood นักกลยุทธ์จาก Jefferies ตัดสินใจถอด Bitcoin ออกจากพอร์ตลงทุนถึง 10% โดยให้เหตุผลว่า คอมพิวเตอร์ควอนตัมคือ ความเสี่ยงระดับ “คุกคามการมีอยู่” ของบล็อกเชนแบบดั้งเดิม
ซึ่งในขณะที่ Bitcoin อาจต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการอัปเกรด ทั้งการต้องทำ Hard Fork ครั้งใหญ่ และการถกเถียงที่รุนแรงในชุมชน แต่ทางฝั่ง Ethereum กลับมีข้อได้เปรียบจากแผนงาน Account Abstraction ที่วางรากฐานไว้แล้ว ทำให้การย้ายระบบไปสู่มาตรฐานที่ทนทานต่อควอนตัมทำได้ยืดหยุ่น ชัดเจน และคล่องตัวกว่ามาก
ที่มา : theblock

