bitkub-banner

วัฏจักร 4 ปีของ Bitcoin ตายแล้ว ทำไม ETF เปลี่ยนเกมทั้งหมด

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Bitcoin ปิดเดือนพฤษภาคม 2026 ใกล้ 74,000 ดอลลาร์ ร่วงกว่า 40% จากจุดสูงสุด ทั้งที่อยู่ในช่วงหลัง Halving ที่ตำราเก่าบอกว่าควรเป็นขาขึ้น
  • เงินสถาบันไหลออกจาก Bitcoin ETF ถึง 1.42 พันล้านดอลลาร์ใน 5 วัน และเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์ใน 10 วัน โดย BlackRock เป็นผู้นำการเทขาย
  • แม้แต่ CZ ผู้ก่อตั้ง Binance ก็มองว่าวัฏจักร 4 ปีอาจตาย เพราะ ETF และเงินสถาบันเปลี่ยนพลวัตของตลาดไปอย่างสิ้นเชิง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BEARISH

ข่าวนี้เป็นลบต่อราคาในระยะสั้น เพราะเงินสถาบันไหลออกจาก ETF ต่อเนื่อง ราคาร่วงกว่า 40% จากจุดสูงสุด และความเชื่อเรื่องตลาดขาขึ้นหลัง Halving ที่เคยหนุนความเชื่อมั่นกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ทำให้นักลงทุนขาดเข็มทิศที่เคยใช้กำหนดจังหวะเข้าซื้อ

ลองถามตัวเองดูสักครั้ง คุณซื้อ Bitcoin เพราะเชื่อในตัวเทคโนโลยี หรือเพราะเชื่อในความเชื่อที่ว่า “หลัง Halving ราคาต้องขึ้น” กันแน่ ถ้าคำตอบคืออย่างหลัง ปี 2026 อาจเป็นปีที่ทำให้คุณต้องคิดใหม่ทั้งหมด เพราะวัฏจักร 4 ปีที่นักลงทุนไทยใช้เป็นเข็มทิศมาตลอด อาจกำลังพังลงต่อหน้าต่อตาแล้ว

ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2026 ราคา Bitcoin ปิดเดือนใกล้ระดับ 74,000 ดอลลาร์ ร่วงลงมาจากจุดสูงสุดราว 126,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคม 2025 หรือคิดเป็นการร่วงกว่า 40% เกิดอะไรขึ้น Halving ครั้งล่าสุดผ่านมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2024 ตามตำราเก่าตอนนี้ควรเป็นช่วงพีคของตลาดขาขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าเงินสถาบันไหลออกจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ ถึง 1.42 พันล้านดอลลาร์ในช่วงวันที่ 25-29 พฤษภาคม และถ้านับ 10 วันที่ผ่านมารวมแล้วเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์ นี่ไม่ใช่สคริปต์ที่ตำราวัฏจักร 4 ปีเขียนเอาไว้

ความเชื่อที่นักลงทุนไทยถูกปลูกฝังมานาน

ความเชื่อที่นักลงทุนไทยถูกปลูกฝังมานาน
ภาพจาก AI

วัฏจักร 4 ปีคืออะไร ทำไมมันถึงกลายเป็นพระคัมภีร์ของวงการคริปโต กลไกของมันเรียบง่าย ทุก ๆ ประมาณสี่ปี หรือทุก 210,000 บล็อก รางวัลที่นักขุดได้รับจะถูกลดลงครึ่งหนึ่ง เหตุการณ์นี้เรียกว่า Halving โดยครั้งล่าสุดเมื่อ 19 เมษายน 2024 ลดรางวัลจาก 6.25 BTC เหลือ 3.125 BTC ต่อบล็อก แนวคิดคือเมื่ออุปทานใหม่ที่ไหลเข้าตลาดลดลง ในขณะที่อุปสงค์เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ราคาก็ควรปรับตัวสูงขึ้นตามหลักความขาดแคลน

โมเดลที่ทำให้ความเชื่อนี้แพร่หลายคือ Stock-to-Flow (S2F) ของนักลงทุนนิรนามชื่อ PlanB ที่พยายามทำนายราคา Bitcoin จากความขาดแคลนล้วน ๆ นักลงทุนไทยจำนวนมากใช้โมเดลนี้และรูปแบบวัฏจักรในอดีตเป็นตัวกำหนดจังหวะเข้าออก เชื่อว่าหลัง Halving 12-18 เดือนต้องเห็นจุดสูงสุดใหม่เสมอ แต่มีปัญหาใหญ่ที่หลายคนมองข้าม โมเดล S2F ถูกวิพากษ์วิจารณ์มานานว่าเน้นแต่อุปทาน ไม่เคยใส่ตัวแปรอุปสงค์เข้าไปในสมการเลย และพึ่งพาข้อมูลในอดีตโดยสันนิษฐานว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยตลอดไป

คำถามคือ ถ้าอุปสงค์เปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง โมเดลที่อิงแต่อุปทานยังจะใช้ได้อยู่ไหม

รอยร้าวแรกปรากฏก่อน Halving 2024 ด้วยซ้ำ

สัญญาณที่บ่งบอกว่าวัฏจักรเริ่มแตกสลาย ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ แต่เกิดมาตั้งแต่ปี 2024 แล้ว ในประวัติศาสตร์ของ Bitcoin ราคาไม่เคยทำจุดสูงสุดใหม่ก่อนเหตุการณ์ Halving เลยสักครั้ง แต่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2024 หรือก่อน Halving เพียงเดือนกว่า ราคา Bitcoin พุ่งทำสถิติใหม่ที่ 73,800 ดอลลาร์ ทำลายรูปแบบทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของวัฏจักรไปเรียบร้อย

กราฟราคา Bitcoin ช่วง pre-halving และ post-halving ปี 2024-2025
ภาพจาก: Ayman.defi (X)

ตัวการที่เปลี่ยนเกมคือกองทุน Spot Bitcoin ETF ที่ได้รับอนุมัติและเริ่มเปิดตัวในเดือนมกราคม 2024 การเปิดช่องทางให้เงินสถาบันไหลเข้า Bitcoin ได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการดึงอุปทานล่วงหน้า อุปสงค์มหาศาลจาก ETF เข้ามาก่อนที่ Halving จะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ ผลคือไทม์ไลน์ของวัฏจักรแบบดั้งเดิมถูกบิดเบือนไปหมด Ayman.defi ตั้งข้อสังเกตว่า Bitcoin ปิดเดือนพฤษภาคมใกล้ 74,000 ดอลลาร์ ทั้งที่มีข่าวร้ายถาโถม ทั้งเงิน ETF ไหลออก ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ และความอยากเสี่ยงในตลาดที่ไม่สม่ำเสมอ แต่ตลาดกลับไม่เกิดการล้างพอร์ตครั้งใหญ่อย่างที่หลายคนคาด

ETF กลายเป็นมือที่กุมสภาพคล่องทั้งหมด

ETF กลายเป็นมือที่กุมสภาพคล่องทั้งหมด
ภาพจาก AI

นี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด เดิมที Bitcoin ถูกขับเคลื่อนด้วยอุปทานที่ลดลงตามตารางที่เขียนไว้ในโค้ด แต่วันนี้มันถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินเข้าออกของกองทุน ETF ที่คาดเดายาก ลองดูตัวเลขที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 BlackRock เจ้าของกองทุน IBIT เป็นผู้นำการไหลออก โดยขาย Bitcoin ออกไปประมาณ 12,757 BTC ในช่วงวันที่ 25-29 พฤษภาคมเพียงช่วงเดียว และเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม IBIT มีเงินไหลออกสุทธิถึง 527.8 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ซึ่งเป็นการไหลออกรายวันสูงสุดเป็นอันดับสองนับตั้งแต่เปิดกองทุน

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ เพราะเมื่อสถาบันสะสม Bitcoin และถือยาว เหรียญที่หมุนเวียนในตลาดเพื่อการซื้อขายระยะสั้นจะน้อยลง สภาพคล่องที่บางลงทำให้ราคา Bitcoin ตอบสนองรุนแรงขึ้นต่อแรงซื้อหรือขายก้อนใหญ่ พูดง่าย ๆ คือ ตอนนี้ Bitcoin ไม่ได้เคลื่อนไหวตามตารางอุปทานของ Halving อีกต่อไป แต่เคลื่อนไหวตามอารมณ์ของผู้จัดการกองทุนที่นั่งอยู่ใน Wall Street ที่กดปุ่มซื้อขายตามตัวเลขเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ

ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ที่ออกมาแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 3.8% และธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่ไม่มีพื้นที่ให้ลดดอกเบี้ย กลายเป็นตัวการที่ผลักเงินไหลออกจาก Bitcoin ไปเข้าตลาดหุ้นแทน นี่คือสิ่งที่ตำราวัฏจักร 4 ปีไม่เคยมีในสมการ เพราะในอดีต Bitcoin แทบไม่ได้ผูกกับนโยบายการเงินมหภาคขนาดนี้

แม้แต่ผู้ก่อตั้ง Binance ก็บอกว่าเกมเปลี่ยนแล้ว

เสียงที่บอกว่าวัฏจักร 4 ปีตายแล้ว ไม่ได้มาจากเทรดเดอร์สวนกระแสไม่กี่คนเท่านั้น แต่มาจากบุคคลระดับยักษ์ในวงการ Changpeng Zhao หรือ CZ ผู้ก่อตั้ง Binance ออกมาแสดงความเห็นตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ว่าปี 2026 อาจเป็นปีที่ Bitcoin เข้าสู่ “Supercycle” และทำลายวัฏจักร 4 ปีแบบดั้งเดิม โดยให้เหตุผลว่าการยอมรับจากสถาบันที่เพิ่มขึ้น กองทุน ETF และกฎระเบียบที่ชัดเจนขึ้นทั่วโลก กำลังเปลี่ยนพลวัตของตลาดไปอย่างสิ้นเชิง

Changpeng Zhao ผู้ก่อตั้ง Binance กับกราฟ Bitcoin
ภาพจาก: Crypto King (X)

น่าสนใจที่ความเห็นของ CZ มีสองด้าน เพราะถ้าวัฏจักรเดิมตาย มันไม่ได้แปลว่าราคาต้องลงเสมอไป เขาเคยคาดการณ์ว่าราคา Bitcoin อาจพุ่งแตะ 200,000-250,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2026 หากนโยบายของสหรัฐฯ ยังเอื้อต่อคริปโต ในอีกฝั่ง Crypto Fergani มองในมุมที่ต่างออกไปว่า ตลอด 6-8 เดือนที่ผ่านมา คนที่เชื่อในวัฏจักร 4 ปีต่างทยอยเทขายออกไปจนหมด ทำให้แรงขายหมดลง เหลือแต่แรงซื้อล้วน ๆ แม้คำกล่าวที่ว่าคนกลุ่มนี้ออกไปแล้ว 99% จะเป็นการพูดเชิงโวหารที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่แก่นความคิดก็สะท้อนว่า ความเชื่อเดิมกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

ตลาดแตกเป็นสองฝั่ง คนถือยาวกับคนแห่หนี

ตลาดแตกเป็นสองฝั่ง คนถือยาวกับคนแห่หนี
ภาพจาก AI

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดตอนนี้คือภาพความขัดแย้งที่ชัดเจน ดัชนี Crypto Fear & Greed Index แสดง “ความกลัวอย่างรุนแรง” ด้วยคะแนนเพียง 23 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม แต่ในเวลาเดียวกัน Santiment รายงานว่าความรู้สึกเชิงบวกต่อ Bitcoin บนโซเชียลมีเดียกลับพุ่งสูงสุดในปี 2026 ที่อัตรา 2.23 ความเห็นบวกต่อหนึ่งความเห็นลบ ความขัดแย้งระหว่างความกลัวในตลาดจริงกับความหวังบนโซเชียลนี้ คือสัญญาณของตลาดที่กำลังหาทิศทางใหม่

ที่น่าสนใจคือพฤติกรรมที่แตกออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน นักลงทุนรายย่อยกำลังเข้าซื้อช่วงราคาลง ในขณะที่สถาบันกำลังเดินออกจากประตู เงินไหลออกจาก Bitcoin ETF ต่อเนื่องหลายวัน ส่วน Ethereum ETF ก็ไหลออกยาวนานเช่นกัน ที่น่าจับตาคือเงินไม่ได้หายไปจากตลาดทั้งหมด แต่กำลังหมุนเวียนไปยังสินทรัพย์อื่น ข้อมูลการไหลของเงินช่วงปลายเดือนพฤษภาคมแสดงให้เห็นว่า ขณะที่ Bitcoin ไหลออก 1.42 พันล้านดอลลาร์ และ Ethereum ไหลออก 241 ล้านดอลลาร์ กลับมีเงินไหลเข้า XRP, Solana และ Hyperliquid แทน

การหมุนเวียนของเงินทุนแบบนี้เองที่ทำให้บางคนเริ่มมองว่า “วัฏจักรที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโต” ช่วงปี 2022-2026 กำลังจะจบลง Vuori Trading ชี้ให้เห็นว่ากราฟอัตราส่วนระหว่างเหรียญอื่นกับ Bitcoin กำลังทะลุออกจากช่องทางขาลงที่กินเวลายาวนานกว่า 4 ปี ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าวัฏจักรเก่ากำลังปิดฉาก แต่ก็ต้องระวังว่านี่เป็นเพียงการวิเคราะห์ทางเทคนิคของบุคคล ไม่ใช่คำยืนยันใด ๆ

กราฟอัตราส่วนเหรียญอื่นเทียบ Bitcoin ทะลุช่องทางขาลง 4 ปี
ภาพจาก: Vuori Trading (X)

คำถามที่นักลงทุนไทยต้องตอบให้ได้

คำถามที่นักลงทุนไทยต้องตอบให้ได้
ภาพจาก AI

ถ้าวัฏจักร 4 ปีตายจริง สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ราคาที่ร่วง แต่คือการที่นักลงทุนยังตัดสินใจด้วยแผนที่ที่ใช้ไม่ได้แล้ว ลองนึกภาพคนที่กำลังถือ Bitcoin รอ “ตลาดขาขึ้นหลัง Halving” ตามที่เคยเกิดในรอบก่อน ๆ ถ้าตลาดไม่ได้ทำงานแบบนั้นอีกต่อไป พวกเขาอาจรอคอยปรากฏการณ์ที่ไม่มีวันมาถึง

มีเทรดเดอร์รายหนึ่งบน X พูดได้ตรงประเด็นว่า การลงทุนด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ไม่ใช่แผน และตอนนี้คริปโตกำลังเสพติดความหวังจากวัฏจักร 4 ปีอย่างหนัก ถ้ามันไม่เกิดขึ้นจริง ผลที่ตามมาจะน่ากลัวมาก ในขณะที่นักวิเคราะห์บางคนเสนอทางสายกลางว่า วัฏจักรอาจไม่ได้ตาย แต่กำลังยืดออกจากสี่ปีเป็นห้าปี เพราะคลื่นสภาพคล่องยาวนานขึ้นและการมีส่วนร่วมของสถาบันลึกซึ้งขึ้น

อินโฟกราฟิกเปรียบเทียบระบบธนาคารกับการถือ Bitcoin ด้วยตัวเอง
ภาพจาก: Scott Wolfe (X)

ไม่ว่าจะตายสนิทหรือแค่ยืดยาวออกไป ข้อสรุปเดียวกันคือ การใช้รูปแบบราคาในอดีตมาทำนายอนาคตแบบเป๊ะ ๆ เป็นเรื่องที่เสี่ยงกว่าที่เคยเป็น เพราะตัวแปรหลักของตลาดได้เปลี่ยนจากนักขุดและรายย่อย มาเป็นผู้จัดการกองทุนระดับแสนล้านที่ตัดสินใจด้วยตรรกะคนละชุดโดยสิ้นเชิง

ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าคำว่า “วัฏจักร 4 ปีตายแล้ว” อาจดูดราม่าเกินจริงไปนิด แต่แก่นของมันถูกต้องอย่างน่าตกใจ ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ Halving ในปี 2024 แทบไม่มีผลต่อราคาในแบบที่ตำราเก่าบอกไว้เลย และ Halving ครั้งหน้าในปี 2028 ก็มีแนวโน้มจะ “ไม่มีความหมาย” ยิ่งกว่าเดิม เพราะ ณ จุดนี้ รางวัลบล็อกที่ลดลงเป็นเศษเสี้ยวเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับปริมาณ Bitcoin ที่ ETF ซื้อขายกันในแต่ละวัน อุปทานใหม่จากนักขุดกลายเป็นเรื่องจิ๋วไปเลยเมื่อเทียบกับเงินก้อนพันล้านที่ไหลเข้าออกกองทุน

สิ่งที่ผมอยากให้นักลงทุนไทยระวังที่สุดคือกับดักทางความคิด หลายคนยังท่องสูตร “ซื้อตอนแดง รอหลัง Halving แล้วรวย” เหมือนมนตราที่ใช้ได้ทุกยุค ทั้งที่โครงสร้างตลาดเปลี่ยนไปคนละโลกแล้ว วันนี้ Bitcoin เคลื่อนไหวตามตัวเลข PCE ตามการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ และตามอารมณ์เสี่ยงของตลาดหุ้น มันกลายเป็นสินทรัพย์เสี่ยงที่ผูกกับมหภาคมากกว่าจะเป็นทองคำดิจิทัลที่เดินตามนาฬิกาของตัวเอง

แต่ผมก็ไม่ได้จะบอกว่าให้เลิกถือ Bitcoin นะ เพราะการที่วัฏจักรเก่าตาย ไม่ได้แปลว่า Bitcoin จะไม่ขึ้นอีก มันแค่แปลว่าเข็มทิศที่คุณเคยใช้ใช้ไม่ได้แล้ว สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้ไปไม่ใช่ปฏิทิน Halving แต่คือกระแสเงิน ETF รายสัปดาห์ ทิศทางดอกเบี้ย และระดับสภาพคล่องในตลาด ถ้าเงินเริ่มไหลกลับเข้า ETF อย่างต่อเนื่องเมื่อไหร่ นั่นต่างหากคือสัญญาณที่มีน้ำหนักกว่าการนับวันหลัง Halving

ท้ายที่สุดแล้ว ตลาดไม่เคยมีหน้าที่ทำตามความเชื่อของเรา ใครที่ยึดติดกับรูปแบบเก่าโดยไม่ยอมปรับตัว มักจะเป็นคนที่กลายเป็นสภาพคล่องให้คนอื่นขายของใส่ คำถามสุดท้ายที่อยากฝากไว้คือ คุณกำลังลงทุนตามข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน หรือกำลังภาวนาให้อดีตซ้ำรอยกันแน่

ภาพจาก AI