ราคา Bitcoin สามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมายืนเหนือ $89,000 ได้เป็นผลสำเร็จในวันนี้ ส่งผลทำให้นักลงทุนบางคนเริ่มเห็นสัญญาณการกลับตัวของตลาด ที่กำลังจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของตลาดขาขึ้นรอบใหม่
นักวิเคราะห์จาก Coinvo ระบุว่า พวกเขาได้พบการปรากฏของจุดตัดขาขึ้น Bullish Cross บนดัชนี Stochastic RSI ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 10 ปี เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับกราฟรายสัปดาห์ของ Bitcoin
พวกเขายืนยันว่าตัวชี้วัดดังกล่าวคือ “สัญญาณที่แม่นยำที่สุด” ในการทำนายตลาดขาขึ้น โดยการเคลื่อนไหวในรูปแบบที่ว่าเคยเกิดขึ้นมาเพียง 4 ครั้งในอดีต และแต่ละครั้งมักตามมาด้วยราคาที่พุ่งอย่างรุนแรง
ครั้งล่าสุดที่ Stoch RSI ของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี สร้างจุดตัดกับ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 10 ปี เกิดขึ้นในเดือน ตุลาคม 2020 ซึ่งหลังจากนั้น Bitcoin ได้ทะยาน 600% สร้างสถิติใหม่ในปี 2021

สอดคล้องกับ Matthew Hyland นักวิเคราะห์อีกราย ที่คาดการณ์ว่า Bitcoin กำลังจะเกิดการพุ่งทะยานอย่างรุนแรงโดยอ้างอิงจากดัชนีความแข็งแกร่งของดอลลาร์ (DXY)
Hyland ประเมินว่าคู่เทรด BTC/USD จะขยับขึ้นเมื่อ DXY ปรับตัวลงไปต่ำกว่าระดับ 96 ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2017 และ 2022

ตัดภาพกลับมาที่ทองคำ แม้ในช่วงนี้จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ทุกคนพูดถึงทุบสถิติใหม่รายวันจนทำให้เกิดความต่างชั้นอย่างหนักกับ Bitcoin ที่ไม่ขยับไปไหน แต่นักวิเคราะห์จาก Swan ยืนยันว่า นักลงทุนไม่ต้องเป็นห่วงกับช่องว่างที่เกิดขึ้น เพราะทองมักจะพุ่งนำไปก่อนที่ Bitcoin จะขยับตามมาอย่างรุนแรงหลังจากไซดเวย์นานหลายเดือน

อย่างไรก็ตาม แม้สัญญาณจากกราฟจะเป็นไปในทิศทางบวก แต่การที่ Bitcoin จะสามารถยืนเหนือระดับราคาสำคัญได้จำเป็นที่จะต้องมีผู้ซื้อมากขึ้น ซึ่งในขณะนี้ดูเหมือนว่าจะยังมีอยู่จำกัด
ตัวชี้วัด Spot Cumulative Volume Delta (CVD) ของ Bitcoin ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดส่วนต่างระหว่างปริมาณการซื้อและการขาย ได้พลิกกลับมาเป็นค่าลบอย่างรุนแรง เป็นการยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนว่าฝั่งขายกลับมาเป็นผู้ควบคุมตลาด
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา CVD ได้ร่วงลงมาจาก $54.2 ล้าน จนทำค่าติดลบที่ -$194.2 ล้าน แสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีความมั่นใจลดลงเริ่มไม่อยากเสี่ยงกับตลาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดราคา Bitcoin ไม่ให้พุ่งสูงขึ้น

ขณะเดียวกันกองทุน Bitcoin ETF ได้พลิกจากที่เคยมีเงินไหลเข้า 1.6 พันล้านดอลลาร์ กลายเป็น ไหลออกถึง 1.7 พันล้านดอลลาร์ สื่อถึงความต้องการของนักลงทุนสถาบันที่ลดลง กลายเป็นว่าข้อมูลจากสองฝั่งเริ่มมีความขัดแย้งกัน
โดยภาพรวม สภาวะตลาดได้ปรับเปลี่ยนไปสู่แนวโน้มระมัดระวังตัวมากขึ้น ในขณะที่แรงเทขายที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องและความต้องการป้องกันความเสี่ยงที่สูงขึ้น บ่งชี้ว่าตลาดยังคงอยู่ในสภาวะเปราะบาง
ที่มา : Cointelegraph

