<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

สหรัฐฯ เตรียมประชุมกฎหมาย Clarity Act ตัดสินชะตาพรุ่งนี้ หรือตลาดคริปโตเตรียมพุ่งอย่างรุนแรง?

ติดตามสยามบล็อกเชนบนSiam Blockchain
สรุปข่าว
  • รัฐบาลสหรัฐฯ จัดการประชุมครั้งสำคัญในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2026 (พรุ่งนี้) เพื่อแก้ไขปัญหาสุดท้ายของร่าง Clarity Act
  • ประเด็นหลักที่ติดขัดคือเรื่อง “Stablecoin Yield” ว่าควรให้แพลตฟอร์ม Crypto จ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือ Stablecoin ได้หรือไม่
  • หากไม่ได้ข้อตกลงภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ร่างกฎหมายอาจถูกเลื่อนออกไปอีกหลายปี

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

หากการประชุมครั้งนี้สามารถหาข้อยุติได้ และร่าง Clarity Act ผ่านวุฒิสภา จะเป็นข่าวดีมหาศาลสำหรับตลาด Crypto ในสหรัฐฯ เพราะจะทำให้มีกฎหมายที่ชัดเจนว่าหน่วยงานไหนดูแลอะไร ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนและดึงดูดนักลงทุนสถาบันเข้ามามากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากการประชุมล้มเหลวและไม่มีความคืบหน้า อาจสร้างความผิดหวังในระยะสั้น แต่โดยรวมแล้ว การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากถึงขนาดจัดการประชุมเอง ถือเป็นสัญญาณบวกว่าสหรัฐฯ จริงจังกับการสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับ Crypto

รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจัดการประชุมครั้งสำคัญในวันพรุ่งนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2026) เพื่อพยายามหาข้อยุติครั้งสุดท้ายในประเด็นที่ทำให้ร่างกฎหมาย Clarity Act ติดขัดมาหลายเดือน ตามรายงานจาก Bull Theory และหลายสำนักข่าว การประชุมครั้งนี้จะมีตัวแทนจากบริษัท Crypto ชั้นนำอย่าง Coinbase, Circle, Ripple และธนาคารใหญ่ๆ ของสหรัฐฯ มาร่วมหารือกันภายใต้การนำของ Patrick Witt ที่ปรึกษาด้าน Crypto ของประธานาธิบดี Trump

Stablecoin Yield – ประเด็นสุดท้ายที่ทำทุกอย่างติดขัด

ร่าง Clarity Act เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรม Crypto ในสหรัฐฯ เพราะจะกำหนดให้ชัดเจนว่าหน่วยงานไหนรับผิดชอบดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทไหน ซึ่งจะช่วยลดความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นมาหลายปี

ร่างกฎหมายนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วในเดือนกรกฎาคม 2025 และผ่านคณะกรรมาธิการเกษตรของวุฒิสภาไปแล้วในเดือนมกราคม 2026 แต่ติดขัดที่คณะกรรมาธิการธนาคารของวุฒิสภา เพราะประเด็นเดียว นั่นคือ “Stablecoin Yield”

ประเด็นนี้คือ ควรให้แพลตฟอร์ม Crypto อย่าง Coinbase สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน (Yield/Rewards) ให้กับผู้ถือ Stablecoin ได้หรือไม่?

ฝั่งธนาคาร ต่อต้านอย่างแข็งขัน โดยโต้แย้งว่า:

  • หาก Stablecoin สามารถจ่ายดอกเบี้ย 3-4% ในขณะที่บัญชีออมทรัพย์ให้เพียง 0.3-0.4% เงินฝากจะไหลออกจากธนาคารจำนวนมหาศาล
  • ธนาคาร Regional ของสหรัฐฯ อาจสูญเสียเงินฝากถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 44 ล้านล้านบาท)
  • จะทำให้ธนาคารมีเงินให้กู้น้อยลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ฝั่ง Crypto โต้แย้งว่า:

  • Yield เป็นคุณสมบัติหลักของผลิตภัณฑ์ Crypto ที่ช่วยดึงดูดผู้ใช้
  • ร่างกฎหมาย GENIUS Act ที่ผ่านไปแล้วห้ามผู้ออก Stablecoin จ่ายดอกเบี้ยโดยตรง แต่ปล่อยให้แพลตฟอร์มจ่าย Rewards ได้
  • หากห้ามทั้งหมด จะทำให้แพลตฟอร์มสหรัฐฯ แข่งขันไม่ได้กับต่างประเทศ และผลักดันนวัตกรรมออกนอกประเทศ

กำหนดเวลาสุดท้าย – สิ้นเดือนกุมภาพันธ์หรือยืดเยื้อไปอีก

การประชุมครั้งแรกที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 ล้มเหลว ไม่สามารถหาข้อยุติได้ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้กำหนดเดดไลน์ชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายต้องส่งข้อเสนอร่วมภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มิฉะนั้นร่าง Clarity Act จะติดค้างต่อไป

หากไม่มีความคืบหน้า:

  • ร่างกฎหมายอาจถูกเลื่อนไปจนถึงช่วงเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งจะทำให้ยากต่อการผ่านมากขึ้น
  • อาจต้องรอไปจนถึงสภาคองเกรสชุดใหม่ ซึ่งหมายถึงอีกหลายปี
  • ความไม่แน่นอนจะยังคงอยู่ และสหรัฐฯ อาจตกหล่นหลังประเทศอื่นๆ ที่มีกฎหมายชัดเจนแล้ว

Brian Armstrong ถอนการสนับสนุน แต่ยังมีหวัง

ที่น่าสนใจคือ CEO ของ Coinbase อย่าง Brian Armstrong เคยประกาศถอนการสนับสนุนร่าง Clarity Act เมื่อกลางเดือนมกราคม 2026 โดยบอกว่า “มีปัญหามากเกินไป” โดยเฉพาะเรื่อง Stablecoin Yield

แต่ภายหลัง Armstrong ได้พบปะกับ CEO ของธนาคารใหญ่ๆ อย่าง JPMorgan และ Bank of America ในงาน World Economic Forum ที่ Davos เพื่อหาทางออกที่เป็น “Win-Win” ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีความหวังที่จะหาข้อยุติได้


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า การประชุมพรุ่งนี้เป็นโอกาสสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรม Crypto ในสหรัฐฯ หากสามารถหาข้อยุติได้ แม้จะเป็นการประนีประนอมบางส่วน เช่น อนุญาตให้จ่าย Rewards แบบมีเงื่อนไข หรือกำหนดเพดานอัตราผลตอบแทน ก็จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ร่าง Clarity Act สามารถผ่านวุฒิสภาได้ในที่สุด สำหรับนักลงทุน ควรจับตาข่าวสารจากการประชุมครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหากมีข่าวดี ตลาด Crypto โดยเฉพาะเหรียญที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoin อย่าง USDC (Circle) อาจมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากล้มเหลว อาจมีการปรับฐานในระยะสั้นจากความผิดหวัง อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาเป็นคนกลางและผลักดันอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณบวกว่าสหรัฐฯ ต้องการสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับ Crypto อย่างแท้จริง!