<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

โลกเข้าสู่ยุคมืดมนสุดในรอบ 30 ปี! ดัชนีความไม่แน่นอนพุ่งทำนิวไฮ แซงวิกฤตปี 2008 และโควิด

สรุปข่าว
  • ข้อมูลดัชนีความไม่แน่นอนโลก หรือ World Uncertainty Index พุ่งทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ แซงหน้าวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในอดีตอย่างวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 และช่วงการระบาดของโควิด-19 ไปแบบไม่เห็นฝุ่น
  • กราฟจาก FRED แสดงให้เห็นว่าดัชนีความไม่แน่นอนในปี 2026 พุ่งทะลุระดับ 100,000 จุด ซึ่งสูงกว่าช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 ที่อยู่ระดับ 40,000 จุด และช่วงโควิดที่ต่ำกว่า 30,000 จุด สะท้อนถึงความเสี่ยงจากปัญหาสงครามการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ
  • สภาวะความไม่แน่นอนนี้เปรียบเสมือนภาษีที่มองไม่เห็น ซึ่งกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลงเหลือเพียง 2.6% ตามการคาดการณ์ของ UNCTAD และอาจส่งผลให้ตลาดคริปโตเผชิญกับความผันผวนรุนแรงที่อาจทำให้ราคาสินทรัพย์ร่วงลงได้ถึง 20-30%

แนวโน้มส่งผลต่อราคา: Bearish

ในอดีต เมื่อดัชนีความไม่แน่นอนพุ่งสูง ตลาดการเงินมักจะตอบสนองด้วยความตื่นตระหนก ซึ่งอาจทำให้เกิดแรงเทขายในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซีในระยะสั้น แต่ในขณะเดียวกัน หากระบบการเงินดั้งเดิมดูไม่มั่นคง ก็อาจเป็นแรงส่งให้บิตคอยน์ถูกมองว่าเป็นทางรอดในระยะยาวได้เช่นกัน

ดัชนีความไม่แน่นอนโลก หรือ World Uncertainty Index ได้พุ่งทะยานขึ้นทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยระดับความไม่แน่นอนในปัจจุบันนั้นรุนแรงและน่ากังวลยิ่งกว่าเหตุการณ์วิกฤตใดๆ ที่เราเคยเผชิญมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

แซงทุกวิกฤต! จากสงครามอิรักสู่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

ข้อมูลจากกราฟระบุชัดเจนว่า ดัชนีความไม่แน่นอนในปี 2026 นี้ได้พุ่งทะลุระดับ 100,000 จุด ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสงครามอิรัก วิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่ดัชนีอยู่ที่ราว 40,000 จุด วิกฤตหนี้สาธารณะยูโรโซน หรือแม้กระทั่งช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ที่ดัชนียังอยู่ต่ำกว่าระดับ 30,000 จุดเสียด้วยซ้ำ

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยลบที่รุมเร้าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการเงินที่ไร้ทิศทาง กำลังสร้างบรรยากาศความกลัวและความไม่มั่นใจให้กับภาคธุรกิจและการลงทุนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ภาษีที่มองไม่เห็น ฉุดรั้งเศรษฐกิจโลก

ความไม่แน่นอนทางนโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขบนกราฟ แต่มันส่งผลกระทบจริงต่อปากท้อง ข้อมูลจาก UNCTAD ชี้ว่าความไม่แน่นอนนี้เปรียบเสมือนกำแพงภาษีที่มองไม่เห็น ซึ่งคอยบั่นทอนการค้าและการลงทุน ส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ถูกคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้อย่างเชื่องช้าเพียงแค่ 2.6% เท่านั้น โดยการค้าโลกอาจชะลอตัวลงถึง 1.5% ต่อปีจากผลกระทบนี้

คริปโตจะไปทางไหน ในวันที่โลกไร้ทิศทาง?

สำหรับตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ข้อมูลในอดีตบ่งชี้ว่าเมื่อความไม่แน่นอนพุ่งสูงถึงขีดสุด ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงมักจะเผชิญกับการปรับฐานรุนแรง หรือ Drawdown ที่ระดับ 20% ถึง 30% เนื่องจากนักลงทุนเลือกที่จะถือเงินสดเพื่อลดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นบทพิสูจน์สำคัญของบิตคอยน์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันในวันที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน ว่าจะสามารถทำหน้าที่เป็นหลุมหลบภัยได้จริงหรือไม่


ตัวเลขดัชนีที่พุ่งสูงขนาดนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม แม้ว่าตลาดหุ้นหรือคริปโตอาจจะยังดูทรงตัวได้ในบางช่วง แต่ความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกพร้อมที่จะเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดความผันผวนได้ทุกเมื่อ

ในมุมมองของผู้เขียน หากความไม่แน่นอนนี้เกิดจากความกังวลในค่าเงิน fiat หรือระบบธนาคาร บิตคอยน์อาจได้รับอานิสงส์ แต่ถ้าเป็นความกังวลเรื่องสงครามหรือเศรษฐกิจถดถอย เงินสดดอลลาร์สหรัฐฯ มักจะเป็นพระเอกในระยะสั้น ช่วงนี้กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคือการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมและไม่ประมาทกับกราฟที่ดูเหมือนจะนิ่ง เพราะพายุลูกใหญ่อาจกำลังก่อตัวอยู่

ที่มา: @AshCrypto