<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

นักวิเคราะห์ชี้ Bitcoin อาจถึงจุดต่ำสุดแล้ว! มีโอกาส 20% ที่จะทำ ATH ในปี 2026

สรุปข่าว
  • James “Checkmate” Check อดีตนักวิจัยหลักของ Glassnode บอกว่า Bitcoin ตอนนี้ถูกเกินจริงมากแล้ว หลังร่วงมาแตะ $60,000 โดยมีสัญญาณเหมือนจุดต่ำสุดปี 2022 ทุกประการ
  • เขาประเมินว่ามีโอกาส 60% ที่ตอนนี้เป็นจุดต่ำสุดแล้ว แต่มีแค่ 15-20% ที่จะทำราคาสูงสุดใหม่ในปี 2026 ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น
  • คนขาดทุนขายทิ้งวันละ 1.5 พันล้านดอลลาร์ เทียบเท่ากับปี 2022 ขณะที่ ETF มีเงินไหลออก 7.5 พันล้านดอลลาร์ แต่สถาบันส่วนใหญ่ยังไม่ขาย

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

ข่าวนี้เป็นสัญญาณดีสำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาจุดเข้า เพราะ Checkmate นักวิเคราะห์ชื่อดังบอกว่า Bitcoin ถูกเกินจริงแล้ว โดยมีคนขายทิ้งขาดทุนวันละ 1.5 พันล้านดอลลาร์เท่ากับปี 2022 ซึ่งหลังจากนั้น Bitcoin พุ่งขึ้นแรง นอกจากนี้ ตัววัด SOPR ที่ -1 standard deviation เป็นสัญญาณที่ปรากฏแค่ใกล้จุดต่ำสุด ส่วน ETF แม้เงินไหลออก 7.5 พันล้านดอลลาร์ แต่เป็นแค่ 4-6% แสดงว่าสถาบันส่วนใหญ่ยังถืออยู่ ที่สำคัญคือ Checkmate ให้โอกาส 60% ว่าตอนนี้เป็นจุดต่ำสุดแล้ว แม้อาจทดสอบอีกรอบ แต่ภาพรวมคือความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะกลาง โซน $60,000-$65,000 น่าจะเป็นโอกาสสะสมที่ดี

James “Checkmate” Check นักวิเคราะห์ on-chain ชื่อดังที่เคยเป็นหัวหน้าทีมวิจัยของ Glassnode ออกมาบอกว่าตอนนี้สถานการณ์ของราคา Bitcoin เปลี่ยนไปแล้ว ความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่คาดหวังไม่เท่ากันแล้ว โดยเอียงไปทางบวกมากกว่า

เขาไปพูดในรายการพอดแคสต์ What Bitcoin Did กับ Danny Knowles ว่าตอนที่ Bitcoin ร่วงมาแตะโซน $60,000 (ประมาณ 1.92 ล้านบาท) นั้น ราคาถูกเกินจริงมากแล้วถ้าดูจากหลายตัววัด ที่สำคัญคือมีสัญญาณคนขายทิ้งขาดทุนแบบตื่นตระหนกเหมือนกับตอนจุดต่ำสุดปี 2022 เลย

ถ้า Bitcoin ไม่ได้จะไปศูนย์ ตอนนี้น่าซื้อแล้ว

Checkmate พูดตรง ๆ ว่า “ถ้า Bitcoin กำลังจะไปศูนย์ ก็ไม่ต้องดูอะไรแล้ว แต่ถ้ามันไม่ไปศูนย์ ตอนนี้ตัวเลขทางสถิติ บอกว่าคุ้มค่าที่จะเข้าแล้ว หลังจากที่ตลาดขายทิ้งกันหนักขนาดนี้”

เขาบอกว่าทุกวันมีคนขายทิ้งขาดทุนประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเท่ากับตอนจุดต่ำสุดปี 2022 พอดี โดยคนที่ขายส่วนใหญ่เป็นพวกที่ซื้อช่วงปลายปี 2025 กับต้นปี 2026 และคนที่ซื้อตอนราคา $80,000

นอกจากนี้ เขายังชี้ว่ามีตัววัดหนึ่งชื่อ SOPR ซึ่งวัดว่าคนที่ขายออกไปกำไรหรือขาดทุนเท่าไหร่ ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ -1 standard deviation ซึ่งในอดีตตัวเลขนี้จะโผล่มาแค่ 2 สถานการณ์ คือตอนเป็นสัญญาณเตือนตอนต้นว่า “นี่ไม่ใช่แค่ดิปธรรมดา จะร่วงหนักต่อ” กับอีกแบบคือตอนใกล้จุดต่ำสุดแล้ว

ประเมินว่ามีโอกาส 60% ที่ถึงจุดต่ำสุดแล้ว

สิ่งที่น่าสนใจคือ Checkmate ไม่ได้ออกมาบอกแบบหน้าตายว่า “นี่คือจุดต่ำสุด” แต่เขาบอกเป็นโอกาสแทน ว่า “โอกาสที่ตอนนี้เป็นจุดต่ำสุดแล้วเพิ่มขึ้นเยอะมาก ผมคิดว่ามากกว่า 50-50 น่าจะประมาณ 60% ที่ตลาดตั้งพื้นได้แล้ว”

แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ให้โอกาสแค่ 15-20% ที่ Bitcoin จะไปทำราคาสูงสุดใหม่ในปี 2026 ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เกิดขึ้น เช่น Fed เปลี่ยนนโยบายอย่างกะทันหัน หรือมีข่าวดีใหญ่ ๆ เกิดขึ้น

ที่สำคัญคือ Checkmate เตือนว่าแม้จุดต่ำสุดจะผ่านไปแล้ว แต่ราคามักจะกลับมาทดสอบอีกรอบ เพราะปกติแล้วจุดต่ำสุดมักเกิดจากการที่มีคนขายทิ้งขาดทุนหลาย ๆ รอบ แล้วตามด้วยช่วงเวลาที่ตลาดเงียบ ๆ คนเล่นน้อย ความไม่แน่นอนจะค่อย ๆ กัดกร่อนความเชื่อมั่นของคนที่ซื้อช่วงปลายวงจร

ETF ไหลออก 7.5 พันล้านดอลลาร์ แต่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง

เรื่อง ETF นั้น Checkmate บอกว่ามีเงินไหลออกไปประมาณ 7.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.4 แสนล้านบาท) ในระหว่างที่ตลาดร่วง แต่เขาบอกว่าถ้าดูภาพใหญ่ มันไม่ใช่เรื่องร้ายแรง เป็นแค่การที่นักลงทุนบางกลุ่มปิดสถานะ ไม่ใช่วิกฤตใหญ่

เขาอธิบายว่าตอนราคาอยู่ที่ประมาณ $80,000 มีคนที่ซื้อ ETF แล้วขาดทุนอยู่ประมาณ 62% แต่ถ้าดูเงินทั้งหมดที่อยู่ใน ETF ลดลงแค่ 4-6% เท่านั้นเอง แสดงว่าคนส่วนใหญ่ยังถือ ไม่ได้ขายทิ้งหมด นอกจากนี้ เขายังบอกว่าการที่เงินไหลออกในช่วงแรก ๆ นั้นสอดคล้องกับตัวเลข CME open interest ซึ่งเป็นการปรับ basis trade ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

ทำไมราคาถึงร่วง และจะรู้ได้ไหมว่าถึงจุดต่ำสุดแล้ว

Checkmate อธิบายว่า Bitcoin พยายามทำราคาสูงสุดใหม่ 2 ครั้งในเดือนตุลาคม แต่ล้มเหลวทั้งคู่ หลังจากนั้นราคาก็ร่วงลงมาแรง ทำให้คนที่ซื้อในตลาดขาดทุนเยอะมาก

เขาพูดถึงเรื่อง “hodler’s wall” หรือกำแพงของนักลงทุนระยะยาว ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ซื้อไว้เยอะ ๆ ที่ราคาสูง เมื่อราคาทะลุลงมาจากระดับนั้น โอกาสที่ราคาจะร่วงต่อก็เพิ่มขึ้น

สิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือสิ่งที่เรียกว่า “True Market Mean” หรือค่าเฉลี่ยตลาดที่แท้จริง ซึ่งเป็นราคาที่ถือว่าเป็นจุดศูนย์กลางในระยะยาว ซึ่งบังเอิญตรงกับราคาเฉลี่ยที่คนซื้อ ETF ด้วย เมื่อราคาทะลุลงมาจากระดับนี้ จิตวิทยาของตลาดก็เปลี่ยน คนเริ่มคิดว่า “โอเค ตอนนี้เป็นตลาดหมีแล้วจริง ๆ”

หลังจากนั้น ราคาก็ถูกดึงลงมาที่โซนที่เคยมีคนซื้อขายกันเยอะมาก ๆ ในอดีต การร่วงลงนี้มีทั้งเรื่องของการ liquidate เลเวอเรจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือทัศนคติของตลาดเปลี่ยน คนเริ่มขายทุกครั้งที่ราคาดีดกลับ เพราะคิดว่ายังจะร่วงต่อ

สัญญาณสำคัญที่บอกว่าใกล้จุดต่ำสุดแล้ว

สัญญาณที่ชัดที่สุดที่ Checkmate เน้นคือจำนวนคนที่ขายทิ้งขาดทุน โดยเขาบอกว่ามีคนขาดทุนขายทิ้งเป็นจำนวนมหาศาลทุกวัน เทียบเท่ากับตอนจุดต่ำสุดปี 2022 โดยคนที่ขายส่วนใหญ่เป็นพวกที่ซื้อช่วงปลายวงจรและคนที่ซื้อตอนราคารวมตัว

นอกจากนี้ เขายังชี้ว่าตัววัด SOPR อยู่ที่ประมาณ -1 standard deviation ซึ่งในประวัติศาสตร์ตัวเลขนี้โผล่มาแค่ 2 สถานการณ์ คือเป็นสัญญาณเตือนตอนต้น กับอีกอันคือใกล้จุดต่ำสุด

สิ่งสำคัญที่ Checkmate ย้ำคืออย่าคิดว่าจุดต่ำสุดเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว จริง ๆ แล้วมันเป็นกระบวนการที่มีคนขายทิ้งขาดทุนหลายรอบ แล้วตามด้วยช่วงเวลาที่ตลาดเงียบ ๆ คนเล่นน้อย ไม่ใช่แค่จุดราคาเดียว

อย่าไปเชื่อเรื่องวงจร 4 ปีเกินไป

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ Checkmate วิพากษ์วิจารณ์คนที่เชื่อเรื่องวงจร halving 4 ปี โดยเขาบอกว่ามันเป็น “อคติที่ไม่จำเป็น” เขาบอกว่าวิธีการของเขาคือดูพฤติกรรมของนักลงทุนจริง ๆ ไม่ใช่ดูปฏิทินว่าปีนี้ควรขึ้นหรือลง


ในความเห็นของผู้เขียน การวิเคราะห์ของ Checkmate น่าเชื่อถือมาก เพราะเขาเป็นนักวิเคราะห์ on-chain ที่มีชื่อเสียงและใช้การประเมินแบบความน่าจะเป็น ไม่ได้บอกแบบแน่นอน สัญญาณที่ว่ามีคนขาดทุนขายทิ้งวันละ 1.5 พันล้านดอลลาร์เท่ากับปี 2022 และตัววัด SOPR ที่ -1 standard deviation นั้นค่อนข้างแข็งแกร่ง ประกอบกับ ETF ลดลงแค่ 4-6% แสดงว่าสถาบันส่วนใหญ่ยังไม่ขาย คาดว่าใน 2-4 สัปดาห์ข้างหน้า Bitcoin อาจกลับมาทดสอบโซน $60,000 อีกครั้ง ถ้าทดสอบแล้วตีกลับขึ้นมาได้จะเป็นสัญญาณดี แต่ถ้าทะลุลงไปอาจแตะ $50,000-$56,000 สำหรับนักลงทุน ควรจับตาระดับ $60,000 และเตรียมพร้อมสะสมทยอยถ้าเห็นสัญญาณชัดเจน แต่อย่าคาดหวังราคาสูงสุดใหม่ในปีนี้ เพราะโอกาสมีแค่ 15-20%

ที่มา: Crypto.news, NewsBTC, CoinDesk