<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

Standard Chartered เตือน! Bitcoin อาจปรับฐานลึก $50,000 – ETH แตะ $1,400 ก่อนฟื้นตัว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Standard Chartered คาดการณ์ว่า ราคา Bitcoin จะร่วงแตะ $50,000 ส่วน Ethereum จะร่วงเหลือ $1,400 ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
  • นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดขาลงเป็นผลมาจากเลเวอเรจ และเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งคาดว่าจะดีขึ้นหลังจากประธานเฟดคนใหม่เข้ามาดำรงตำแหน่ง
  • อย่างไรก็ตามเป้าหมายระยะยาวยังคงเดิม โดยธนาคารคาดว่า Bitcoin จะแตะ $500,000 ก่อนปี 2030

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

Standard Chartered ได้ปรับลดเป้าหมายราคาคริปโตปี 2026 ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่าในระยะสั้น Bitcoin มีโอกาสร่วงลึกถึง $50,000 และ Ethereum เหลือ $1,400 จากปัจจัยลบด้านมหภาค ความไม่ชัดเจนของกฎระเบียบ และแรงเทขายจากกองทุน ETF ที่นักลงทุนเลือกตัดขาดทุนแทนการถือต่อ อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมองบวกในระยะกลางถึงยาว โดยเชื่อว่าหลังจากตลาดแตะจุดต่ำสุดแล้วจะฟื้นตัวกลับมาในช่วงครึ่งปีหลัง

ธนาคารเพื่อการลงทุน Standard Chartered ล่าสุดได้ทำการปรับเป้าหมายราคาคริปโตลงในปี 2026 เนื่องจากปัจจัยความเสี่ยงด้านมหภาคและเงินไหลออกจากกองทุน ETF จากเดิมที่เคยเชียร์ว่าราคาจะไปได้ไกลเมื่อช่วงสิ้นปีก่อนหน้า

ขณะนี้ธนาคารมองว่า Bitcoin จะร่วงลงไปได้ถึงระดับ $50,000 ในไม่กี่เดือนข้างหน้า ในขณะที่ Ethereum ซึ่งเป็น Altcoin อาจร่วงอย่างรุนแรงถึงราคา $1,400

Geoff Kendrick หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัล เผยว่าแรงขายช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาอาจขยายเวลาต่อเนื่องออกไปได้อีก เพราะนักลงทุน ETF เริ่มเกิดการขาดทุนกันบ้างแล้วแต่แทนที่พวกเขาจะช้อนซื้อเพิ่ม กลับเลือกวิธีตัดขาดทุนลดความเสี่ยงมากกว่า

แม้เป้าหมายระยะสั้นจะดูมืดมน แต่ Kendrick มองว่า เมื่อตลาดแตะจุดต่ำสุดเป็นที่เรียบร้อย ช่วงเวลาที่เหลือของปี 2026 จะมีแต่การฟื้นตัว โดยเขาคาดว่า Bitcoin จะกลับไปแตะ $100,000 (เป้าเดิม $150,000) Ethereum จะไป $4,000 (เดิม $7,500) Solana $135 (เดิม $250) BNB $1,050 (เดิม $1,755) และ AVAX $18 (เดิม $100)

ปัจจุบัน Bitcoin ได้ร่วงลงมากว่า 23% นับจากต้นปี ซึ่งปัจจัยส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดขาลงจะมาจากความผันผวน, การล้างพอร์ตจากการเลเวอเรจ, การลดความเสี่ยง และการที่คริปโตมีความเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับตลาดหุ้น  

ด้านปัจจัยระดับมหภาคยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า เช่น ทองคำ เพราะคริปโตยังคงไม่มีความชัดเจนเรื่องข้อกฎหมายกำกับดูแล สภาพคล่องในตลาดยังคงตึง และอัตราดอกเบี้ยที่ยังไม่มีแนวโน้มจะลดลงกว่านี้ ส่งผลทำให้ตลาดมองคริปโตในแง่ลบจนมี Bitcoin กว่า 100,000 BTC หลุดออกจากกองทุน ETFs เมื่อเทียบกับสถิติสูงสุด

แม้สถานการณ์ปัจจุบันของฝั่งสหรัฐฯ จะเริ่มดูดีขึ้นแต่ Kendrick มองว่าตลาดจะยังคงไม่ขยับจนกว่า Kevin Warsh จะขึ้นมาคุมเฟดเต็มตัวในช่วงกลางปี แต่อย่างน้อยตลาดขาลงในครั้งนี้อาจไม่รุนแรงเท่าวัฏจักรก่อนหน้า เพราะอุปทาน Bitcoin กว่าครึ่งยังคงทำกำไรได้อยู่ท่ามกลางราคาที่ร่วงลงมาแล้วถึง 50%

ที่สำคัญเลยก็คือ วัฏจักรนี้เรายังไม่เคยเห็นการล่มสลายของแพลตฟอร์มใดๆเกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าตลาดคริปโตได้เติบใหญ่และทนทานมากขึ้น

อย่างไรก็ตามเป้าหมายระยะยาวของ Kendrick ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง และคาดว่า Bitcoin จะพุ่งทะยานถึง $500,000 ในช่วงปี 2030 เช่นเดียวกับ Ethereum ที่จะพุ่งไป $40,000 พร้อมชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างตลาดยังอยู่ดีและมีการใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

ที่มา : Coindesk


มุมมองผู้เขียน : ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ Kendrick ยกมาคือ “ยังไม่มีแพลตฟอร์มไหนล่มสลาย”  ซึ่งเป็นความต่างอย่างสิ้นเชิงกับยุค FTX หรือ Luna อีกทั้งยังไม่มีการสั่งแบนจากรัฐบาล กลับกันเริ่มมีการสนับสนุนด้วยซ้ำไป ส่งผลทำให้ขาลงในครั้งนี้ยากที่จะคาดเดาเกินกว่าครั้งไหนๆ