สรุปข่าว
- Bitcoin ทำสถิติไม่น่าจดจำด้วยการปิดแท่งราคา “สีแดง” ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ และปิดลบรายเดือนติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 สะท้อนภาวะตลาดหมีที่ยังคุมเกมเหนียวแน่น
- ราคา Bitcoin ปัจจุบันร่วงลงกว่า 40% จากจุดสูงสุดที่ 127,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิกว่า 8,400 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ช่วงตุลาคมที่ผ่านมา
- นักลงทุนทั่วโลกเฝ้าระวังตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ในวันที่ 20 ก.พ. นี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ยของ Fed และอาจกระตุ้นความผันผวนครั้งใหม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
แม้จะมีแรงซื้อมาพยายามพยุงราคา Bitcoin ที่แนวรับสำคัญรอบ 67,000 ดอลลาร์ แต่โครงสร้างราคายังคงอยู่ในเทรนด์ขาลงชัดเจน การรีบาวด์ที่เกิดขึ้นยังขาดแรงส่งที่แข็งแกร่ง และหาก Bitcoin หลุดแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์ที่บริเวณ 58,000 ดอลลาร์ ตลาดอาจเข้าสู่โหมดปรับฐานลึกต่อเนื่อง ตามที่นักวิเคราะห์หลายรายออกมาเตือน
สถานการณ์ของ Bitcoin (BTC) ในสัปดาห์นี้ยังคงเต็มไปด้วยความอึมครึม หลังจากทำผลงานที่น่ากังวลด้วยการปิดแท่งราคารายสัปดาห์ติดลบติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 4 และหากมองในภาพใหญ่จะพบว่า Bitcoin ปิดแท่งรายเดือนเป็นสีแดงมาแล้ว 4 เดือนติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นสัญญาณความอ่อนแอที่หาได้ยากในวัฏจักรปกติ


แม้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีความพยายามรีบาวด์ขึ้นไปเกือบแตะระดับ 71,000 ดอลลาร์ แต่สุดท้ายแรงซื้อกลับหมดแรง ส่งผลให้ราคา Bitcoin ไหลกลับลงมาปิดสัปดาห์ในแดนลบที่ 2.6% สวนทางกับความร้อนแรงของตลาดทองคำและหุ้นในระยะนี้
Bitcoin ร่วงหนักกว่า 40% จากจุดสูงสุด พร้อมแรงเทขายจาก ETF
ปัจจุบันราคา Bitcoin ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่ระดับ 127,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคม 2025 มาแล้วมากกว่า 40% โดยแรงขายครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุการณ์ล้างพอร์ตมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในตลาดอนุพันธ์ ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นและทยอยถอนเงินออกจาก Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ รวมแล้วกว่า 8,400 ล้านดอลลาร์
รวมทั้งธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Standard Chartered ยังได้ปรับลดเป้าหมายราคา Bitcoin สิ้นปี 2026 จาก 150,000 ดอลลาร์ เหลือเพียง 100,000 ดอลลาร์ พร้อมประเมินว่า ราคา Bitcoin อาจมีสิทธิ์ลงไปทดสอบระดับ 50,000 ดอลลาร์ก่อนจะเริ่มฟื้นตัว
ภาพทางเทคนิค: แนวรับเส้น 200 สัปดาห์คือด่านสุดท้าย
แม้บรรยากาศจะดูเลวร้าย แต่นักวิเคราะห์บางกลุ่มยังมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดยมีเส้นค่าเฉลี่ย 200 สัปดาห์ (200-Week Moving Average) บริเวณ 58,239 ดอลลาร์ เป็นปราการด่านสุดท้ายที่คอยพยุงราคาไว้ ตราบใดที่ยังไม่หลุดระดับนี้ โอกาสในการทำจุดต่ำสุดเพื่อสะสมพลังกลับไปทดสอบแนวต้าน 73,000–75,000 ดอลลาร์ยังคงมีอยู่
ทว่าความกังวลในปัจจุบันคือ แรงรีบาวด์ที่เกิดขึ้นในวันจันทร์ที่ผ่านมาดูจะเบาบางเกินไป โดย Bitcoin พยายามทะลุผ่าน 69,000 ดอลลาร์หลายครั้งแต่ยังไม่สำเร็จ ทำให้ Alex Kuptsikevich จาก FxPro มองว่า นี่อาจเป็นเพียงการพักตัวก่อนจะลงต่อ
จับตา PCE และทิศทางดอกเบี้ยของ Fed
ปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดที่สุดในสัปดาห์นี้คือ การประกาศตัวเลข PCE หรือดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลในวันที่ 20 ก.พ. ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ให้ความสำคัญมากที่สุด หากตัวเลขออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.8% YoY อาจทำให้ Fed ชะลอการลดดอกเบี้ย และกดดันตลาดคริปโตต่อไป
อย่างไรก็ตาม Morgan Stanley คาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ยรวม 4 ครั้งในปี 2026 นี้ โดยคาดว่า จะเริ่มขยับในช่วงเดือนมีนาคมและมิถุนายน แม้เงินเฟ้ออาจจะยังไม่ถึงเป้าหมาย 2% ก็ตาม เนื่องจาก Fed อาจหันไปให้ความสำคัญกับการพยุงเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งหากมีการลดดอกเบี้ยจริงตามคาด อาจเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยให้ Bitcoin หลุดพ้นจากวงจรขาลงนี้ได้
ที่มา : bloomberg
มุมมองผู้เขียน : การปิดแดง 4 เดือนติดคือ สัญญาณที่บอกเราชัดเจนว่า “ความโลภ” ได้หายไปจากตลาดเกือบหมดแล้ว ช่วงเวลานี้คือบททดสอบความอดทนที่แท้จริงของนักลงทุนสายถือยาว ซึ่ง PCE คืนวันศุกร์นี้จะเป็นจุดตัดสินที่สำคัญ ถ้าออกมาแย่ เราอาจได้เห็น Bitcoin ลงไปทักทายเลข 5 แต่ถ้าออกมาดี และเกิด Short Squeeze เราอาจได้เห็นการกลับตัวแบบฉับพลัน สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ การคุมความเสี่ยงและอย่ารีบร้อนเข้าซื้อ จนกว่าจะเห็นการยืนเหนือแนวต้าน 70,000 ดอลลาร์ที่มั่นคง

