<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

สหรัฐฯจะบูม? ทรัมป์เผยกำแพงภาษีได้ผล ขาดดุลลดฮวบ 78% จ่อเกินดุลครั้งแรกในรอบหลายสิบปี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Trump เปิดเผยว่าดุลการค้าขาดดุลของสหรัฐอเมริกาลดลงมากถึง 78% เพราะภาษีนำเข้าที่จัดเก็บ
  • ปีนี้อาจเป็นครั้งแรกที่ดุลการค้าจะพลิกกลับมาเป็นเกินดุลในรอบหลายสิบปี
  • ดุลการขาดอาจดูดีแต่เศรษฐกิจสหรัฐฯยังน่าเป็นห่วงเห็นได้จากเฟดมีแผนขึ้นดอกเบี้ย

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยความสำเร็จของนโยบายกำแพงภาษีผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่าสามารถลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลงได้ถึง 78% และคาดว่าจะพลิกกลับมาเกินดุลเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี อย่างไรก็ตาม มุมมองนี้สวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ยังคงกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจและมีท่าทีตึงเครียด (Hawkish) โดยพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อไม่ลดลงตามเป้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุดได้มีการเคลื่อนไหวบนแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่า มาตรการกำแพงภาษีอันดุดันของเขา ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สามารถลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลงได้ถึง 78% และมั่นใจว่าปีนี้สหรัฐฯ จะกลับมาเกินดุลการค้าได้เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี คำกล่าวอ้างนี้มีขึ้นก่อนการเปิดเผยตัวเลขการค้าประจำเดือนธันวาคมอย่างเป็นทางการเพียงไม่กี่วัน ท่ามกลางความกังขาของนักวิเคราะห์และข้อมูลเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม

ทรัมป์เรียกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าจากกว่า 100 ประเทศ ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนเมษายน 2025 ว่าเป็น “วันแห่งอิสรภาพ”  โดยมองว่านี่คือการประกาศเอกราชทางเศรษฐกิจที่จะทำให้สหรัฐฯ กลับมามั่งคั่งอีกครั้ง เขาเชื่อว่าการเก็บภาษี 10-50% จะช่วยดึงฐานการผลิตกลับประเทศและทำให้ราคาสินค้าถูกลงจากการแข่งขันภายใน

ทว่ารายงานจาก Financial Times กลับเปิดเผยความจริงอีกด้าน ผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนจากการขึ้นภาษีเกือบ 90% ตกเป็นภาระของภาคธุรกิจและผู้บริโภคในสหรัฐฯ เอง ไม่ใช่ผู้ส่งออกต่างประเทศตามที่ทรัมป์กล่าวอ้าง แม้ในช่วงปลายปีซัพพลายเออร์ต่างชาติจะเริ่มแบกรับต้นทุนบ้าง แต่ผลกระทบส่วนใหญ่ยังคงกัดกินกระเป๋าเงินคนอเมริกัน ทำให้เศรษฐกิจอาจชะลอตัวแทนที่จะคึกคัก ส่งผลทำให้ความต้องการในสินทรัพย์เสี่ยงลดลง

อย่างไรก็ตามธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด ยังไม่ได้เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะกลับมาแข็งแกร่งขนาดนั้น ตามบันทึกการประชุมเฟดเมื่อวานนี้ มีการเสนอความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังไม่ลดลงตามที่คาด ส่งผลทำให้สินทรัพย์เสี่ยงถูกเทขายทันที แต่ทางเฟดก็ยังคงให้ความหวังการลดดอกเบี้ย แต่ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่กำลังจะออกมาถัดจากนี้

ปัจจุบัน Bitcoin มีการซื้อขายกันในระดับราคา $66,900 ดอลลาร์ ร่วงลง 0.66% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา  


มุมมองผู้เขียน : ความสำเร็จของนโยบายกำแพงภาษีที่ทรัมป์กล่าวอ้างนั้น อีกด้านคือภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นของชาวอเมริกันซึ่งจะกลายเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไม่ให้คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น เมื่อประกอบกับท่าทีของเฟดที่ยังไม่ยอมผ่อนปรนนโยบายการเงิน ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจยังคงกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซี ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังและอาจส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดคริปโตในระยะนี้