<?php wp_title('|', true, 'right'); ?>

ทำเนียบขาวเร่งกดดันธนาคารสนับสนุน Stablecoin Rewards เดินหน้าผลักดันกฎหมาย

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ทำเนียบขาวเพิ่มแรงกดดันต่อธนาคารให้ตกลงสนับสนุน Stablecoin Rewards พร้อมเร่งผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต
  • การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นความพยายามอย่างจริงจังของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับอุตสาหกรรมคริปโต โดยเฉพาะ Stablecoin อย่าง USDT และ USDC
  • หากการเจรจาสำเร็จก่อนเดดไลน์ 1 มี.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดทางให้สถาบันการเงินเข้ามามีบทบาทในตลาดคริปโตอย่างเต็มรูปแบบ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

การที่ทำเนียบขาวออกมากดดันธนาคารอย่างชัดเจนถือเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมคริปโต เพราะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการสร้างกรอบกฎหมายที่เอื้อต่อการเติบโตของตลาด ไม่ใช่ปิดกั้นหรือควบคุมอย่างเข้มงวดเกินไป หากมีความคืบหน้าในเชิงบวก จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันและเร่งการยอมรับ Stablecoin ในระบบการเงินหลัก

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 ทำเนียบขาวสหรัฐอเมริกาได้เพิ่มแรงกดดันต่อภาคธนาคารให้เร่งตกลงสนับสนุนระบบ Stablecoin Rewards และเดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตให้ผ่านอย่างรวดเร็ว ตามรายงานจาก Watcher.Guru การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการสร้างกรอบกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ Stablecoin ชั้นนำอย่าง Tether (USDT) และ USD Coin (USDC) ที่มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศคริปโต

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานถึงเดดไลน์สำคัญ

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ทำเนียบขาวได้ตั้งเดดไลน์วันที่ 1 มี.ค. สำหรับการเจรจาเรื่อง Stablecoin Reward พร้อมผลักดัน Clarity Act ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อภาคธนาคารให้เร่งตัดสินใจก่อนหมดเวลา ความพยายามดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังจริงจังกับการสร้างกรอบกฎหมายที่จะทำให้สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมสามารถเข้ามามีบทบาทในตลาดคริปโตได้อย่างถูกกฎหมายและมีความชัดเจน

จุดเด่นของการเจรจาครั้งนี้คือการพยายามให้ธนาคารยอมรับและสนับสนุนระบบที่ลูกค้าสามารถรับผลตอบแทนจากการถือครอง Stablecoin ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายธนาคารยังระมัดระวังเนื่องจากความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย หากการเจรจาสำเร็จ จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Stablecoin กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินหลักอย่างเป็นทางการ

ความหมายต่ออนาคตของ Stablecoin ในสหรัฐฯ

การที่ทำเนียบขาวออกมากดดันธนาคารอย่างชัดเจนในประเด็นนี้มีนัยสำคัญหลายประการ ประการแรก มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการให้ Stablecoin มีบทบาทในระบบการเงินมากขึ้น ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับเทรดคริปโตเท่านั้น ประการที่สอง การผลักดันให้ธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้องจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยให้กับตลาด Stablecoin ที่มีมูลค่าหมุนเวียนหลายแสนล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ การผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตควบคู่กันไปยังแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้นของรัฐบาล ไม่ได้มุ่งแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องการสร้างกรอบกฎหมายที่ครอบคลุมทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนสถาบันและบริษัทต่างๆ มีความมั่นใจมากขึ้นในการเข้ามาลงทุนในตลาดคริปโตสหรัฐฯ ข้อมูลล่าสุดจาก Siam Blockchain ระบุว่า Binance ถือ Stablecoin มากถึง $45,000 ล้าน คิดเป็น 65% ของตลาด CEX ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ Stablecoin ในระบบนิเวศคริปโต

สิ่งที่ต้องจับตาในระยะต่อไป

นักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมควรจับตามองการเจรจาระหว่างทำเนียบขาวกับภาคธนาคารอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงก่อนเดดไลน์ 1 มี.ค. หากมีข่าวความคืบหน้าในเชิงบวก อาจส่งผลดีต่อราคาของ Stablecoin และตลาดคริปโตโดยรวม นอกจากนี้ ควรติดตามว่าร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตจะมีรายละเอียดอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Tether และ Circle (ผู้ออก USDC) อย่างไร

ที่น่าสนใจคือ ProShares เพิ่งเปิดตัว ETF แรกของโลกที่ลงทุนในสินทรัพย์สำรองของ Stablecoin ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสนใจของนักลงทุนสถาบันต่อ Stablecoin กำลังเพิ่มขึ้น และหากมีกรอบกฎหมายที่ชัดเจน อาจเห็นการไหลเข้าของเงินทุนสถาบันเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับอุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐฯ การที่ทำเนียบขาวออกมากดดันธนาคารโดยตรงแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้แค่พูดปาก แต่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจริงๆ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเราต้องระมัดระวังในแง่ของรายละเอียดของกฎหมายที่จะออกมา เพราะบางทีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไปอาจทำให้ต้นทุนในการดำเนินการสูงขึ้น หรือจำกัดนวัตกรรมบางอย่าง สิ่งที่ต้องจับตาคือว่าการเจรจาจะจบลงอย่างไรก่อนเดดไลน์ 1 มี.ค. ถ้าธนาคารตกลง มันจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่ทำให้ Stablecoin กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินแบบดั้งเดิม และอาจดึงดูดเงินทุนสถาบันเข้ามาในตลาดคริปโตมากขึ้นอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน