สรุปข่าว
- พอร์ตลงทุนบิตคอยน์ของ Strategy กำลังเผชิญภาวะขาดทุนหรือติดดอยมากกว่า 10% จากราคาต้นทุนเฉลี่ยที่สูงกว่า 70,000 ดอลลาร์
- ปัจจุบันบริษัทมีเงินสดสำรอง 2.55 พันล้านดอลลาร์เพื่อรับมือกับภาระผูกพันต่างๆ รวมถึงหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่า 8 พันล้านดอลลาร์ที่จะครบกำหนดในปี 2028-2032
- การเทขายบิตคอยน์จะเป็นเพียงทางเลือกสุดท้ายหากการรีไฟแนนซ์ล้มเหลว ตราบใดที่บริษัทยังสามารถจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ได้ ก็ยังสามารถถือครองบิตคอยน์ต่อไปได้แบบไม่มีกำหนด
แนวโน้มส่งผลต่อราคา: Neutral
แรงกดดันจากการขาดทุนของบริษัทระดับสถาบันอาจสร้างความกังวลระยะสั้น แต่โครงสร้างหนี้ที่ยืดหยุ่นทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการเทขายครั้งใหญ่ มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก
ตอนนี้พอร์ตลงทุนบิตคอยน์ของ Strategy กำลังเผชิญกับสภาวะขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงมากกว่า 10% เนื่องจากราคาต้นทุนเฉลี่ยของการไล่ซื้อในช่วงที่ผ่านมานั้นสูงกว่าระดับ 70,000 ดอลลาร์ ทำให้เกิดคำถามตามมาในหมู่นักลงทุนว่า สภาวะตลาดที่กดดันแบบนี้จะบีบบังคับให้บริษัทต้องยอมหั่นราคาขายบิตคอยน์ทิ้งเพื่อเอาตัวรอดหรือไม่
เจาะลึกโครงสร้างหนี้ โอกาสโดนบังคับขายมีแค่ไหน?
เมื่อเจาะลึกไปที่สถานะทางการเงิน ปัจจุบันบริษัทมีเงินสดสำรองอยู่ถึง 2.55 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเพียงพอต่อการจัดการภาระผูกพันของหุ้นบุริมสิทธิที่มีความยืดหยุ่นสูง (สามารถเลือกจ่ายเงินปันผลได้ในอัตรา 8-10.75%) นอกจากนี้ยังมีหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่ารวม 8 พันล้านดอลลาร์ที่มีกำหนดครบอายุในช่วงปี 2028 ถึง 2032 โดยมีราคาแปลงสภาพตั้งแต่ 18.30 ไปจนถึง 204.30 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ถือยาวได้แบบไร้กังวล ตราบใดที่ยังจ่ายดอกเบี้ยไหว
สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ การออกหุ้นเพื่อนำเงินไปซื้อบิตคอยน์ของ MicroStrategy นั้นไม่ได้สร้างภาระผูกพันที่ต้องจ่ายคืนเป็นเงินสด ตราบใดที่บริษัทยังสามารถจ่ายดอกเบี้ยของหุ้นกู้ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเพียง 0 ถึง 2.25% ได้ บริษัทก็สามารถถือครองบิตคอยน์ต่อไปได้อย่างไม่มีกำหนด การเทขายบิตคอยน์เพื่อนำเงินมารักษาพยุงบริษัทนั้นจะเป็นเพียงแค่ฟางเส้นสุดท้าย หากความพยายามในการรีไฟแนนซ์หนี้ในอนาคตประสบความล้มเหลวเท่านั้น
ในมุมมองของผู้เขียน การติดดอย 10% สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทนี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก โครงสร้างทางการเงินของพวกเขาถูกออกแบบมาเพื่อการถือครองระยะยาวแบบสุดโต่ง หนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะยาวที่ดอกเบี้ยต่ำแสนต่ำ การจะบีบให้ถึงขั้นต้องเทขายบิตคอยน์ออกมาจริงๆ นั้นตลาดคงต้องเข้าสู่สภาวะซบเซาขั้นสุดและลากยาวไปจนถึงช่วงที่หนี้ครบกำหนดชำระนู่นเลย ความกังวลเรื่องแรงเทขายจากฝั่งบริษัทนี้ในระยะสั้น จึงน่าจะเป็นเพียงความตื่นตระหนกที่มองข้ามพื้นฐานโครงสร้างหนี้ของพวกเขาไป
ที่มา: @arkham

