สรุปข่าว
- Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum แสดงความมั่นใจว่าเครือข่ายสามารถทำอัปเกรดโปรโตคอลขนาดใหญ่ได้อีกประมาณ 4 ครั้ง หลังจากประสบความสำเร็จกับ The Merge
- Vitalik เปรียบเทียบการอัปเกรด Ethereum ว่าเหมือนกับการเปลี่ยนเครื่องยนต์เจ็ทขณะที่เครื่องบินกำลังบินอยู่ในอากาศ
- คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในแผนพัฒนา Ethereum ระยะยาว แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยกำหนดการหรือรายละเอียดอัปเกรดที่ชัดเจน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
คำกล่าวของ Vitalik สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือ Ethereum ว่าเครือข่ายยังคงมีแผนพัฒนาต่อเนื่องในระยะยาว แม้จะเป็นเพียงการแสดงวิสัยทัศน์และยังไม่มีรายละเอียดเชิงปฏิบัติ แต่ก็ช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับตลาด อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาในระยะสั้นน่าจะจำกัด เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเชิงลึกหรือไทม์ไลน์ที่ชัดเจน
Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ออกมาแสดงความมั่นใจเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2569 ว่าเครือข่าย Ethereum สามารถทำการอัปเกรดโปรโตคอลขนาดใหญ่ได้อีกประมาณ 4 ครั้ง หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับ The Merge ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบ Proof-of-Work ไปสู่ Proof-of-Stake ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของ Ethereum ตามรายงานของ Cointelegraph Vitalik ใช้คำเปรียบเทียบที่น่าสนใจว่า “Ethereum ได้ทำการเปลี่ยนเครื่องยนต์เจ็ทขณะที่เครื่องบินกำลังบินอยู่ในอากาศแล้วครั้งหนึ่ง (The Merge) และเราสามารถทำได้อีกประมาณ 4 ครั้ง” ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายและความซับซ้อนของการอัปเกรดเครือข่ายบล็อกเชนขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหมุนเวียนหลายแสนล้านดอลลาร์
The Merge แม่แบบความสำเร็จของการอัปเกรดครั้งใหญ่
การอัปเกรด The Merge ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2565 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Ethereum เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงกลไกฉันทามติพื้นฐานของเครือข่ายทั้งหมด โดยไม่ทำให้เกิดการหยุดชะงักของบริการหรือสูญเสียข้อมูล ซึ่งเปรียบได้กับการเปลี่ยนเครื่องยนต์รถยนต์ขณะที่รถกำลังวิ่งอยู่บนถนน The Merge ทำให้ Ethereum ลดการใช้พลังงานลงมากกว่า 99% และวางรากฐานสำหรับการปรับปรุงด้านความเร็วและค่าธรรมเนียมในอนาคต
ความสำเร็จของ The Merge จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ Vitalik ใช้อ้างอิงถึงความสามารถของทีมพัฒนา Ethereum ในการทำอัปเกรดที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงได้สำเร็จ นับเป็นความมั่นใจว่าการอัปเกรดครั้งใหญ่ในอนาคตก็สามารถทำได้เช่นกัน
4 อัปเกรดที่รออยู่ข้างหน้าคืออะไร
แม้ว่า Vitalik จะไม่ได้ระบุรายละเอียดชัดเจนว่า 4 อัปเกรดที่กล่าวถึงคืออะไรบ้าง แต่จากแผนพัฒนา Ethereum ที่เป็นที่รู้จักกันในชุมชน น่าจะหมายถึงขั้นตอนสำคัญในแผนงาน The Surge, The Scourge, The Verge และ The Purge ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระยะยาวที่เรียกว่า “The Roadmap” ของ Ethereum
The Surge มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลธุรกรรมผ่าน Layer 2 และเทคโนโลยี sharding ให้สามารถรองรับธุรกรรมได้มากขึ้นถึง 100,000 รายการต่อวินาที The Verge จะทำให้โหนดสามารถตรวจสอบเครือข่ายได้ง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยี verkle trees ส่วน The Scourge และ The Purge จะจัดการกับปัญหาการรวมศูนย์ของ MEV (Maximal Extractable Value) และการลดขนาดข้อมูลเก่าที่ไม่จำเป็นในเครือข่าย การอัปเกรดเหล่านี้ล้วนต้องการการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลในระดับลึก ซึ่งมีความท้าทายไม่แพ้ The Merge
ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว
คำกล่าวของ Vitalik แม้จะไม่มีรายละเอียดเชิงปฏิบัติหรือไทม์ไลน์ที่ชัดเจน แต่ก็สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของทีมพัฒนา Ethereum ที่จะพัฒนาเครือข่ายต่อไปในระยะยาว การที่ Ethereum สามารถวางแผนและดำเนินการอัปเกรดขนาดใหญ่ได้สำเร็จ ทำให้เครือข่ายนี้แตกต่างจากคู่แข่งหลายรายที่ยังคงมีปัญหาในการพัฒนาและปรับปรุงโปรโตคอล
สำหรับนักลงทุนและนักพัฒนาในระบบนิเวศ Ethereum ข้อมูลนี้ช่วยยืนยันว่าเครือข่ายยังคงมีแผนพัฒนาที่ชัดเจนและมีความสามารถในการปฏิบัติตามแผนนั้นได้จริง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งยังคงต้องใช้เวลาและความระมัดระวังอย่างมาก เพราะความผิดพลาดเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ที่อยู่ในเครือข่าย
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Vitalik ประกาศว่าเขาจะไม่ยืนเฉยต่อแอปพลิเคชันที่มีคุณภาพต่ำบน Ethereum และวิพากษ์วิจารณ์ Polymarket ให้หยุดเปิดให้เดิมพันในหัวข้อไร้สาระ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่กระตือรือร้นของเขาในการกำหนดทิศทางของระบบนิเวศ Ethereum
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าคำกล่าวของ Vitalik ในครั้งนี้เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนมากกว่าที่จะเป็นข่าวที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาในระยะสั้น เพราะยังไม่มีรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมหรือไทม์ไลน์ที่ชัดเจน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Vitalik กล้าที่จะใช้คำเปรียบเทียบที่แสดงถึงความท้าทายสูง นั่นคือการ “เปลี่ยนเครื่องยนต์เจ็ทขณะบินอยู่ในอากาศ” ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนของงานที่ทีม Ethereum ต้องทำ สำหรับคนที่ถือ ETH อยู่ ผมคิดว่านี่เป็นสัญญาณบวกที่แสดงว่าเครือข่ายยังมีแผนพัฒนาต่อเนื่อง แต่ก็ต้องติดตามว่าแต่ละอัปเกรดจะมีรายละเอียดอย่างไร และจะใช้เวลานานแค่ไหนในการดำเนินการจริง เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา การอัปเกรดของ Ethereum มักจะใช้เวลานานกว่าที่ประมาณการไว้เสมอ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการวางแผนระยะยาวและดำเนินการได้จริงนี่แหละที่ทำให้ Ethereum แตกต่างจากบล็อกเชนอื่น ๆ

