bitkub-banner

Tether อายัด USDT แล้วกว่า $4.2 พันล้าน คนไทยยังกล้าเก็บเงินใน USDT อยู่ไหม?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Tether อายัด USDT รวมแล้วกว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์ โดย 3.5 พันล้านดอลลาร์เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2023 รวมถึง 61 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ที่เชื่อมโยงกับแก๊ง pig-butchering
  • USDT มีฟังก์ชัน blacklist ที่ Tether สามารถอายัดกระเป๋าเงินได้ทันทีโดยไม่ต้องมีหมายศาล ไม่ต้องแจ้งเตือน และไม่มีช่องทางอุทธรณ์ ซึ่งมีอำนาจมากกว่าการอายัดบัญชีธนาคารไทย
  • เทรดเดอร์ไทยที่ใช้ USDT เป็นคู่เทรดหลัก เครื่องมือออมเงิน หรือทางออกฉุกเฉิน ควรเข้าใจความเสี่ยงด้านการรวมศูนย์ และกระจายความเสี่ยงไม่พึ่งพาสเตเบิลคอยน์ตัวเดียว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BEARISH

ข่าวนี้เป็นขาลงสำหรับความเชื่อมั่นต่อ USDT เพราะเปิดเผยความเสี่ยงด้านการรวมศูนย์ที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มองข้าม การอายัดที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2023 อาจทำให้เกิดความกังวลเรื่องความปลอดภัยของเงินในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อดัชนี Fear and Greed อยู่ที่ระดับ 11 (Extreme Fear) ซึ่งแสดงถึงความเปราะบางของตลาดในปัจจุบัน

คุณเชื่อไหมว่าสิ่งที่เทรดเดอร์ไทยเรียกว่า “เงินดิจิทัลที่ปลอดภัยที่สุด” นั้นสามารถถูกอายัดได้ทันทีโดยบริษัทเอกชนเพียงแห่งเดียว ไม่ต้องมีหมายศาล ไม่ต้องมีการแจ้งเตือน และไม่มีช่องทางอุทธรณ์ใดทั้งสิ้น? ในวันที่ 28 ก.พ. 2026 ข้อมูลยืนยันว่า Tether ได้อายัด USDT ไปแล้วรวมกว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์ที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมาย โดย 3.5 พันล้านดอลลาร์จากจำนวนนี้ถูกอายัดตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา และเฉพาะสัปดาห์เดียวก่อนหน้าข่าวนี้ก็อายัดเพิ่มอีก 61 ล้านดอลลาร์ที่เชื่อมโยงกับแก๊งหลอกลวงแบบ “pig-butchering” ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ระบาดหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีเหยื่อชาวไทยจำนวนมาก

คำถามที่เทรดเดอร์ไทยไม่เคยถามคือ ถ้า USDT คือแผนสำรองฉุกเฉินของคุณ แล้วใครกันแน่ที่ควบคุมทางออกนั้น?

$4.2 พันล้านที่ถูกแช่แข็ง ตัวเลขที่คนไทยต้องรู้

$4.2 พันล้านที่ถูกแช่แข็ง ตัวเลขที่คนไทยต้องรู้
ภาพจาก AI

ตัวเลข 4.2 พันล้านดอลลาร์ไม่ใช่ตัวเลขเล็กน้อย หากเทียบกับมูลค่าตลาดรวมของ USDT ที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.84 แสนล้านดอลลาร์ มันคือประมาณ 2.3% ของ USDT ทั้งหมดที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่าตัวเลขคือ “ความเร็ว” ที่การอายัดเร่งตัวขึ้น เพราะ 3.5 พันล้านดอลลาร์จากทั้งหมดเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2023 เท่านั้น แปลว่าช่วง 2-3 ปีล่าสุด Tether อายัดเงินเร็วและเยอะขึ้นแบบก้าวกระโดด

Tether has frozen $4.2B in USDT linked to illegal activity. About $3.5B of that was blocked since 2023.
ภาพจาก: Crypto Fundi (X)

CryptOpus รายงานว่า “Tether ได้อายัด USDT มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์ที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมาย โดย 3.5 พันล้านดอลลาร์เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2023 รวมถึง 61 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ที่เชื่อมโยงกับแก๊ง pig-butchering” โดยย้ำว่า Tether สามารถอายัดกระเป๋าเงินได้ตามคำร้องขอของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

ขณะที่ Crypto Fundi ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า Tether ใช้การติดตาม on-chain เพื่อระบุกระเป๋าเงินที่มีปัญหา และข้อมูลการหลอกลวงทั้งหมดในปี 2025 มียอดเงินไหลเข้าถึง 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 41% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าการฉ้อโกงผ่านคริปโตกำลังเติบโตอย่างน่าวิตก และ USDT คือเครื่องมือหลักที่มิจฉาชีพเลือกใช้

ฟังก์ชัน “blacklist” ที่คนไทย 99% ไม่เคยรู้

ฟังก์ชัน
ภาพจาก AI

สิ่งที่เทรดเดอร์ไทยส่วนใหญ่ไม่รู้คือ smart contract ของ USDT บนบล็อกเชน Ethereum, Tron และเชนอื่นมีฟังก์ชันชื่อ “addBlackList” ซึ่งเมื่อ Tether เรียกใช้ฟังก์ชันนี้กับที่อยู่กระเป๋าเงินใดก็ตาม USDT ในกระเป๋าเงินนั้นจะถูกอายัดทันที ไม่สามารถโอน ไม่สามารถแลกเปลี่ยน ไม่สามารถใช้งานได้อีกเลย

OpenSkyMind อธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจนว่า “Tether สามารถล็อก USDT ไว้ในกระเป๋าเงินบางแห่งได้ ทำให้เจ้าของไม่สามารถส่ง ถอนเงิน หรือใช้งานมันได้ โดยปกติจะทำเมื่อเงินถูกสงสัยว่าเชื่อมโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมาย”

ลองคิดดูให้ดี กระบวนการนี้ไม่ต้องผ่านศาล ไม่มีกระบวนการทางกฎหมายใดรองรับ ไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีช่องทางอุทธรณ์สำหรับผู้ถูกอายัด เมื่อเปรียบเทียบกับบัญชีธนาคารไทย การจะอายัดบัญชีของคุณต้องมีหมายศาลหรือคำสั่งจากหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมาย คุณมีสิทธิ์รู้ว่าทำไมถึงถูกอายัด และมีสิทธิ์อุทธรณ์ แต่กับ USDT ไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย

USDT “กระจายอำนาจ” จริงหรือแค่ภาพลวง?

USDT
ภาพจาก AI

คนในวงการคริปโตชอบพูดถึง “การกระจายอำนาจ” ราวกับเป็นคาถาวิเศษ แต่ USDT ไม่ได้กระจายอำนาจแม้แต่น้อย มันถูกออกโดยบริษัทเดียว ถูกควบคุมโดยทีมงานไม่กี่คน และสามารถถูกเซ็นเซอร์ได้โดยการเรียกฟังก์ชันเดียวบนสมาร์ทคอนแทรกต์

LexieAI ชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจว่า “เมื่อเงินหลายพันล้านสามารถถูกอายัดได้ มันพิสูจน์สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งว่า ธรรมาภิบาลสำคัญพอกับโค้ด” ซึ่งเป็นมุมมองที่หลายคนมองข้ามไป เมื่อคุณถือ USDT คุณกำลังไว้วางใจบริษัทเอกชนหนึ่งแห่งที่จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จินให้เป็นผู้ดูแลเงินของคุณ

$4.2 BILLION in USDT frozen. Tether has blocked wallets linked to illicit activity most of it since 2023.
ภาพจาก: FankachCrypto (X)

FankachCrypto สรุปสถานการณ์ปัจจุบันไว้ว่า “กฎระเบียบกำลังเข้มงวดขึ้น การเฝ้าระวังบนบล็อกเชนเพิ่มมากขึ้น การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป” ซึ่งก็ถูกต้อง แต่คำถามคือ ใครเป็นผู้ตัดสินว่ากระเป๋าเงินไหน “มีปัญหา” และกระเป๋าเงินไหน “ปลอดภัย”? คำตอบคือ Tether เพียงบริษัทเดียว

คนไทยกับ USDT ความสัมพันธ์ที่อันตรายกว่าที่คิด

คนไทยกับ USDT ความสัมพันธ์ที่อันตรายกว่าที่คิด
ภาพจาก AI

ลองนึกภาพวิธีที่คนไทยใช้ USDT ดู เทรดเดอร์ไทยจำนวนมหาศาลใช้ USDT เป็นคู่เทรดหลักบนเว็บกระดานเทรดอย่าง Binance เทรดเดอร์ OTC ใช้ USDT ในการซื้อขายนอกกระดาน บางคนถึงกับใช้ USDT เป็นเครื่องมือออมเงินดอลลาร์แทนการเปิดบัญชีเงินฝากสกุลดอลลาร์ที่ธนาคาร และหลายคนใช้ USDT เป็น “ทางออกฉุกเฉิน” เมื่อตลาดผันผวน โดยขาย Bitcoin หรืออัลท์คอยน์แล้วแปลงเป็น USDT เพื่อรอจังหวะ

แต่ทุกการใช้งานเหล่านี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน นั่นคือ USDT ปลอดภัยและไม่มีใครสามารถแตะต้องเงินของเราได้ ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ผิดอย่างสิ้นเชิง

ข้อมูลจาก PayDD ชี้ให้เห็นว่า “สเตเบิลคอยน์รายใหญ่ตอนนี้มีเส้นทางธุรกรรมที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และดำเนินการได้รวดเร็วกว่าระบบธนาคารตัวแทนแบบเดิมของ SWIFT” ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องดี แต่เหรียญมีสองด้าน ความโปร่งใสนี้หมายความว่าทุกธุรกรรมของคุณสามารถถูกติดตามได้ และกระเป๋าเงินของคุณสามารถถูกขึ้นบัญชีดำได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายใด

แก๊ง pig-butchering ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับชาวไทยที่ตกเป็นเหยื่อ

แก๊ง pig-butchering ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับชาวไทยที่ตกเป็นเหยื่อ
ภาพจาก AI

การอายัด 61 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียวที่เชื่อมโยงกับแก๊ง pig-butchering นั้นสะท้อนปัญหาที่กระทบคนไทยโดยตรง แก๊งเหล่านี้ตั้งฐานอยู่ในเมียนมา กัมพูชา และลาว มีเหยื่อเป็นคนไทยจำนวนมาก ทั้งที่ถูกหลอกไปทำงานในศูนย์ call center ผิดกฎหมาย และที่ถูกหลอกให้ “ลงทุน” ผ่าน USDT

ในมุมหนึ่ง การที่ Tether อายัดเงินเหล่านี้ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะช่วยตัดเส้นทางเงินของอาชญากร แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ถ้า Tether สามารถอายัดกระเป๋าเงินของอาชญากรได้ ก็สามารถอายัดกระเป๋าเงินของใครก็ได้เช่นกัน

WOJAK.LTD ตั้งคำถามที่ตรงประเด็นว่า “การอายัด 3.5 พันล้านดอลลาร์ใน USDT ที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมผิดกฎหมายในปีนี้แสดงให้เห็นบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Tether ในด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ แต่สเตเบิลคอยน์จะกลายเป็นผู้พิทักษ์ความถูกกฎหมายของคริปโตได้จริงหรือ?”

คำถามนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อบริษัทเอกชนมีอำนาจเป็น “ตำรวจการเงิน” โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลจากใคร สิ่งที่วันนี้ใช้จัดการกับอาชญากร พรุ่งนี้อาจถูกใช้ด้วยเหตุผลอื่นก็ได้

เปรียบเทียบตรง USDT กับบัญชีธนาคารไทย ใครถูกควบคุมมากกว่ากัน?

เรามาเปรียบเทียบกันตรงไปตรงมา เมื่อธนาคารไทยจะอายัดบัญชีของคุณ ต้องมีหมายศาลหรือคำสั่งจาก ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) คุณมีสิทธิ์ได้รับแจ้ง มีสิทธิ์อุทธรณ์ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย และมีหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ธปท. คอยตรวจสอบว่าธนาคารไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขต

แต่เมื่อ Tether อายัด USDT ในกระเป๋าเงินของคุณ ไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย ไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลที่คุณจะร้องเรียนได้ ไม่มีกระบวนการทางกฎหมายที่คุณจะอุทธรณ์ได้ และไม่มีกฎหมายไทยฉบับใดที่คุ้มครองคุณ เพราะ Tether ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายไทย

น่าขำที่คนจำนวนมากหนีจากระบบธนาคารเพราะรู้สึกว่า “ถูกควบคุม” แล้วมาพึ่งพา USDT ที่จริงแล้วถูกควบคุมโดยหน่วยงานเดียวที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใครมากกว่าเสียอีก

Gaal วิเคราะห์ว่า “การที่ Tether อายัด 4.2 พันล้านดอลลาร์ใน USDT เนื่องจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมแบบรวมศูนย์ในคริปโต” โดยชี้ว่าด้วย USDT ที่มีปริมาณหมุนเวียนกว่า 1.8 แสนล้านดอลลาร์ สภาพคล่องและอิทธิพลต่อตลาดของมันไม่อาจมองข้ามได้

ทางเลือกของเทรดเดอร์ไทย ถ้าไม่ใช่ USDT แล้วจะใช้อะไร?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าสเตเบิลคอยน์ทุกตัวที่ออกโดยบริษัทศูนย์กลาง ไม่ว่าจะเป็น USDT หรือ USDC ล้วนมีความเสี่ยงเรื่องการถูกอายัดเหมือนกัน Circle ซึ่งเป็นผู้ออก USDC ก็เคยอายัดกระเป๋าเงินตามคำสั่งของหน่วยงานรัฐเช่นกัน ดังนั้นการเปลี่ยนจาก USDT ไปเป็น USDC ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องการรวมศูนย์

ทางเลือกที่กระจายอำนาจมากกว่า เช่น DAI หรือสเตเบิลคอยน์แบบ decentralized อื่น มีข้อดีตรงที่ไม่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่งสามารถอายัดเงินของคุณได้ แต่ก็มีความเสี่ยงด้านอื่น เช่น ความผันผวนของหลักประกัน และความซับซ้อนในการใช้งาน

สิ่งที่เทรดเดอร์ไทยควรทำไม่ใช่การหนีไปใช้สเตเบิลคอยน์ตัวอื่นโดยไม่คิด แต่คือการ “เข้าใจความเสี่ยงที่แท้จริง” ของเครื่องมือที่ตัวเองใช้อยู่ การกระจายเงินไม่ให้อยู่ในสเตเบิลคอยน์ตัวเดียว การไม่เก็บเงินจำนวนมากในกระเป๋าเงินที่ผูกกับกิจกรรมที่อาจถูกตั้งข้อสงสัย และการมีแผนสำรองที่ไม่ได้พึ่งพาบริษัทเอกชนแห่งเดียว ล้วนเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่ควรทำ


ความเห็นผู้เขียน

ผมเขียนบทความนี้ไม่ใช่เพราะต้องการให้ทุกคนเลิกใช้ USDT พรุ่งนี้ ผมเข้าใจดีว่ามันสะดวก มันเป็นคู่เทรดที่มีสภาพคล่องมากที่สุด และสำหรับเทรดเดอร์ไทยหลายคนมันคือเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน

แต่สิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนตระหนักคือ ทุกครั้งที่คุณแปลง Bitcoin หรืออัลท์คอยน์ไปเป็น USDT แล้วคิดว่า “ปลอดภัยแล้ว” คุณกำลังฝากความเชื่อมั่นไว้กับบริษัทเอกชนที่มีอำนาจมากกว่าธนาคารของคุณ บริษัทที่ไม่ต้องขอหมายศาลเพื่ออายัดเงินคุณ บริษัทที่ไม่ต้องแจ้งคุณก่อน และบริษัทที่คุณไม่มีทางฟ้องร้องได้ในกระบวนการยุติธรรมไทย

ตัวเลข 4.2 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดนั้น ส่วนใหญ่อาจเป็นเงินของอาชญากรจริง และการอายัดเงินเหล่านั้นอาจเป็นเรื่องดี แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า Tether ทำถูกหรือผิดในกรณีเหล่านั้น ประเด็นอยู่ที่ “อำนาจ” ที่ Tether มี และไม่มีใครตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจนั้น

ส่วนตัวผมมองว่า USDT ยังใช้งานได้ แต่ต้องใช้ด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยความเชื่อมั่นแบบหลับตา อย่าเก็บเงินออมทั้งหมดไว้ใน USDT อย่าคิดว่ามันคือ “เงินดอลลาร์จริง” ในกระเป๋าเงินของคุณ และที่สำคัญที่สุด อย่าลืมถามตัวเองว่า ถ้า Tether อายัดกระเป๋าเงินของคุณวันพรุ่งนี้ คุณจะทำอย่างไร? ถ้าตอบไม่ได้ แปลว่าคุณยังไม่พร้อมสำหรับความเสี่ยงที่คุณกำลังแบกรับอยู่