สรุปข่าว
- หลังอิหร่านถูกถล่มฐานทัพและกองเรือเมื่อ 2 มีนาคม 2026 นักวิเคราะห์เตือนว่าการตอบโต้ที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การยิงขีปนาวุธ แต่คือการตัดสายเคเบิลใยแก้วนำแสง 5 เส้นหลักใต้ทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ
- เส้นทางนี้แบกรับทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตโลกมหาศาล (ประมาณ 17-37%) และเป็นจุดเชื่อมต่อหลักของประชากรกว่า 4 พันล้านคนในอินเดีย ปากีสถาน ตะวันออกกลาง และยุโรป
- ความเปราะบางนี้ถูกพิสูจน์แล้วจากการที่กลุ่มฮูตีเคยตัดสายเคเบิลในปี 2024 และ 2025 ซึ่งการซ่อมแซมใต้น้ำลึกต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
หากเกิดการตัดสายเคเบิลจริง หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี บริการคลาวด์ และอีคอมเมิร์ซทั่วโลกจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเนื่องจากการเชื่อมต่อข้ามทวีปที่เป็นอัมพาต ในทางกลับกัน จะเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมอย่าง Starlink หรือโครงการดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) อื่นๆ ที่จะกลายเป็นทางเลือกเดียวในการสื่อสารข้ามประเทศ
เป้าหมายใหม่ที่ไม่ใช่ฐานทัพทหาร
บัญชี X ของ SungHoon Lee (@sungleeiq) ออกมาเตือนถึงวิกฤตอินเทอร์เน็ตที่คนส่วนใหญ่อาจมองข้าม โดยระบุว่าหลังการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลรอบล่าสุด อิหร่านอาจเลือกโจมตีจุดอ่อนที่สุดของโลกดิจิทัล นั่นคือ “สายเคเบิลใยแก้วนำแสง” ที่วางอยู่บนพื้นมหาสมุทร ซึ่งอิหร่านมีทั้งกองเรือ IRGC และหน่วยไซเบอร์ที่มีข้อมูลตำแหน่งของสายเคเบิลเหล่านี้อย่างแม่นยำ
เส้นเลือดใหญ่ในพื้นที่สงคราม
สายเคเบิล 5 เส้นที่พาดผ่านทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของอินเทอร์เน็ตโลก ข้อมูลระบุว่าหากสายเหล่านี้ถูกทำลาย จะส่งผลกระทบต่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนกว่า 4 พันล้านคนในหลายประเทศ เช่น อินเดีย, ปากีสถาน, ยูเออี, ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์, กรีซ และอิตาลี แม้ตัวเลขทราฟฟิกในทะเลแดงจะอยู่ที่ราว 17% ตามการประเมินในปี 2022 แต่ความเสียหายต่อเนื่องจะรุนแรงมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก
หายนะที่ซ่อมแซมยาก
ประวัติศาสตร์เคยมีบทเรียนมาแล้วจากการกระทำของกลุ่มฮูตีในปี 2024 และปลายปี 2025 ที่สร้างความล่าช้าของอินเทอร์เน็ตในแอฟริกาตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงชั่วข้ามคืน ปัญหาสำคัญคือการซ่อมแซมสายเคเบิลใต้ทะเลลึกในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางทหารทำได้ยากมาก และอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับมาใช้งานได้ปกติ ซึ่งเราอาจกำลังเผชิญกับการหยุดชะงักของอินเทอร์เน็ตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
ความเห็นผู้เขียน
เรามักลืมไปว่าโลกดิจิทัลที่ดูเหมือนจับต้องไม่ได้ แท้จริงแล้วถูกยึดโยงไว้ด้วยเส้นใยแก้วบางๆ ที่วางอยู่ก้นทะเลครับ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานนี้คือ “Asymmetric Warfare” หรือสงครามที่ไม่สมมาตรที่ทรงพลังที่สุด เพราะใช้ต้นทุนต่ำแต่สร้างความวินาศทางเศรษฐกิจได้ทั่วโลก การเตรียมตัวรับมือกับ Digital Blackout ในพื้นที่ขัดแย้งอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
แหล่งข้อมูล: @sungleeiq

