bitkub-banner

คริปโตไหลออกจากอิหร่านพุ่ง 700% หลังโดนสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่ม ชาวอิหร่านแห่ย้ายเงินหนี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • เงินคริปโตไหลออกจากกระดานเทรดรายใหญ่ที่สุดของอิหร่านพุ่งสูงถึง 700% ภายในไม่กี่นาทีหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเตหะราน
  • บริษัทวิเคราะห์ บล็อกเชน Elliptic ยืนยันข้อมูลการไหลออกดังกล่าว ชี้เป็นสัญญาณการหนีทุน (capital flight) ของประชาชนอิหร่านที่ใช้คริปโตเป็นทางออกในสถานการณ์วิกฤต
  • เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังสร้างแรงกดดันต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

การโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในตะวันออกกลางสร้างความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง นักลงทุนทั่วโลกมักเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมาก่อน ซึ่งรวมถึงคริปโต แม้ว่าในระยะยาวคริปโตอาจถูกมองเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง แต่ในระยะสั้นแรงขายจากความกลัวมักครอบงำตลาด

เงินคริปโตไหลออกจากกระดานเทรดรายใหญ่ที่สุดของอิหร่านพุ่งสูงถึง 700% ในทันทีหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ตามรายงานจาก CoinDesk โดยอ้างอิงข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน Elliptic ปรากฏการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการหนีทุน (capital flight) ของประชาชนชาวอิหร่านที่พยายามเคลื่อนย้ายทรัพย์สินออกจากระบบการเงินในช่วงวิกฤต ข้อมูลออนเชนแสดงให้เห็นว่าการไหลออกของเงินคริปโตเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาทีหลังจากการโจมตีเริ่มต้น สะท้อนให้เห็นว่าคริปโตกลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับประชาชนในประเทศที่ถูกคว่ำบาตรและเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเมืองอย่างเฉียบพลัน

คริปโตคืออาวุธทางการเงินของชาวอิหร่านในยามวิกฤต

อิหร่านถูกคว่ำบาตรทางการเงินจากนานาชาติมาอย่างยาวนาน ทำให้ประชาชนจำนวนมากหันมาใช้คริปโตเป็นทางเลือกในการเก็บรักษาและโอนย้ายมูลค่าผ่านชายแดน เมื่อเกิดวิกฤตทางทหารขึ้นอย่างกะทันหัน คลื่นแรกของการตอบสนองจึงปรากฏในตลาดคริปโตก่อนระบบการเงินอื่น ๆ การที่เงินไหลออก 700% ในทันทีนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่สะท้อนถึงความหวาดกลัวของผู้คนในพื้นที่จริง ๆ ที่พยายามปกป้องทรัพย์สินของตนก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงกว่านี้

รูปแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนในกรณีของยูเครนและเลบานอน ซึ่งประชาชนหันมาใช้คริปโตอย่างรวดเร็วเมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ ความสามารถในการโอนสินทรัพย์ออกนอกประเทศได้โดยไม่ต้องพึ่งระบบธนาคารคือจุดแข็งที่ทำให้คริปโตมีคุณค่าในสถานการณ์เช่นนี้

ผลกระทบต่อตลาดคริปโตโลกในภาพรวม

แม้ว่าการหนีทุนของชาวอิหร่านสู่คริปโตอาจดูเหมือนเป็นปัจจัยบวกในแง่ของอุปสงค์ แต่ภาพรวมของตลาดกลับตรงกันข้าม การโจมตีทางอากาศที่เตหะรานทำให้นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มความระมัดระวังสูงสุด ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น สินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทถูกเทขาย และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟิวเจอร์เปิดด้วยแรงกดดัน ในสถานการณ์เช่นนี้ คริปโตมักถูกมองเป็น “สินทรัพย์เสี่ยง” ก่อน ไม่ใช่ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ทำให้แรงขายจากนักลงทุนสถาบันและรายย่อยทั่วโลกกดดันราคาลง

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดคริปโตอ่อนแออยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางทหารต่ออิหร่านในวงกว้าง และ ราคาน้ำมันพุ่ง 12% แตะ $75 ต่อบาร์เรล ขณะที่ สายการบินยกเลิกเที่ยวบินไปตะวันออกกลางถึง 41% ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณของความตึงเครียดที่ยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่ง 50% หลังการผลิต LNG ของกาตาร์หยุดชะงัก ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดโภคภัณฑ์ทั่วโลก

Elliptic ชี้ข้อมูลออนเชนสะท้อนความจริงเร็วกว่าสื่อกระแสหลัก

สิ่งที่น่าสนใจในกรณีนี้คือความสามารถของบล็อกเชนในการบันทึกพฤติกรรมของผู้คนแบบเรียลไทม์ Elliptic สามารถตรวจพบการไหลออกของเงินได้ภายในไม่กี่นาทีหลังเกิดเหตุ ซึ่งเร็วกว่าการรายงานข่าวหรือการวิเคราะห์เศรษฐกิจแบบดั้งเดิมมาก ข้อมูลออนเชนชนิดนี้กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และอาจเปลี่ยนวิธีที่นักวิเคราะห์และรัฐบาลมองตลาดการเงินในอนาคต


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลข 700% นี้น่าตกใจมากกว่าแค่ตัวเลขทางสถิติ มันบอกเราว่าในยามที่บ้านเมืองไม่สงบ ผู้คนไม่ได้รีบวิ่งไปธนาคารหรือซื้อทองแท่ง แต่รีบเปิดแอปกระเป๋าคริปโตแทน นั่นคือการยืนยันในทางปฏิบัติว่าคริปโตมีคุณค่าจริงในฐานะเครื่องมือทางการเงินสำหรับคนที่ระบบธนาคารปกติไม่ตอบสนองความต้องการของพวกเขา อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนในตลาดคริปโตทั่วไป สิ่งที่ต้องจับตาตอนนี้คือว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะลุกลามออกไปอีกแค่ไหน ถ้าสถานการณ์บานปลายและดึงมหาอำนาจอื่นเข้ามา แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงจะรุนแรงกว่านี้อีกมาก ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจใด ๆ