bitkub-banner

Trump ประกาศสหรัฐฯ พร้อมรบได้ “ตลอดไป” อาวุธไม่มีวันหมด ตลาดเสี่ยงสั่น

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ประธานาธิบดี Trump ประกาศว่าสหรัฐฯ สามารถทำสงครามได้ “ตลอดไป” โดยอ้างคลังอาวุธ “แทบไม่มีวันหมด”
  • ถ้อยแถลงดังกล่าวออกมาท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงอยู่แล้ว หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีทางอากาศในเตหะรานเมื่อไม่กี่วันก่อน
  • สัญญาณ risk-off จากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกดดันตลาดคริปโตในระยะสั้น โดยเฉพาะหาก Bitcoin ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้หลังปิดแดงมา 5 เดือนติด

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

ถ้อยแถลงของ Trump เกี่ยวกับศักยภาพทางทหารแบบไม่จำกัดนี้ส่งสัญญาณว่าความขัดแย้งทั่วโลกอาจยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งโดยปกติจะทำให้นักลงทุนหนีออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโต และหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำหรือดอลลาร์แทน ในระยะสั้นจึงมีแนวโน้มกดดันตลาดคริปโตอยู่พอสมควร

เมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 3 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาประกาศว่าสหรัฐอเมริกาสามารถทำสงครามได้ “ตลอดไป” โดยอ้างว่าคลังอาวุธของประเทศมีปริมาณ “แทบไม่มีวันหมด” ถ้อยแถลงที่ทรงพลังและรุนแรงเช่นนี้ออกมาในช่วงเวลาที่ภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังระอุ หลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศในกรุงเตหะรานไปก่อนหน้านี้ ตลาดการเงินทั่วโลกรับรู้ถ้อยแถลงดังกล่าวในฐานะสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงพร้อมใช้กำลังทหารในระยะยาวโดยไม่มีเงื่อนไขด้านทรัพยากรมาเป็นข้อจำกัด

สกรีนช็อตโพสต์จากบัญชี Donald J. Trump ที่ประกาศว่าสหรัฐฯ มีзапас อาวุธและยุทโธปกรณ์ในระดับสูงและสามารถทำสงครามได้ 'ตลอดไป' โดยมีการวิจารณ์ต่อนโยบายของ Joe Biden ในการสนับสนุนยูเครน
สกรีนช็อตโพสต์จากบัญชี Donald J. Trump ที่ประกาศว่าสหรัฐฯ มีзапас อาวุธและยุทโธปกรณ์ในระดับสูงและสามารถทำสงครามได้ ‘ตลอดไป’ โดยมีการวิจารณ์ต่อนโยบายของ Joe Biden ในการสนับสนุนยูเครน (ภาพจาก: @TheKobeissiLetter)

ความหมายของ “คลังอาวุธไม่มีวันหมด” ในเชิงยุทธศาสตร์

ถ้อยแถลงของ Trump ในครั้งนี้แตกต่างจากคำพูดทางการทูตทั่วไปอย่างชัดเจน เพราะการบอกว่าสหรัฐฯ สามารถทำสงครามได้ “ตลอดไป” นั้นเท่ากับส่งสัญญาณไปยังคู่ขัดแย้งทุกรายว่าสหรัฐฯ ไม่มีข้อจำกัดด้านศักยภาพในการทำสงคราม ซึ่งอาจเป็นการยืนยันนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวของรัฐบาลชุดนี้ หรืออาจเป็นการส่งสัญญาณโดยตรงไปยังอิหร่านและพันธมิตร หลังจากที่ความขัดแย้งในภูมิภาคเพิ่งบานปลายขึ้นอย่างรวดเร็ว

บริบทของถ้อยแถลงนี้มีความสำคัญมาก เพราะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ทวีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการที่สายการบินยกเลิกเที่ยวบินไปตะวันออกกลางถึง 41% การโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura ของ Saudi Aramco และการพุ่งขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปถึง 50% การที่ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาย้ำความพร้อมทางทหารในจังหวะนี้จึงยิ่งทำให้นักลงทุนทั่วโลกอยู่ในโหมดระวังตัวมากขึ้น

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

ในสภาวะที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูง ตลาดคริปโตมักได้รับแรงกดดันในลักษณะ risk-off นั่นคือนักลงทุนจะลดความเสี่ยงด้วยการขายสินทรัพย์เก็งกำไร เช่น Bitcoin และ altcoin เพื่อถือเงินสดหรือทองคำแทน ถ้อยแถลงของ Trump ครั้งนี้อาจยิ่งเพิ่มความกังวลในตลาดที่ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ โดยก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Bitcoin เพิ่งปิดแดงเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน พร้อมร่วงหนัก 15% ซึ่งทำให้ตลาดยิ่งเปราะบางต่อข่าวเชิงลบ

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยบวกที่ยังพอประคองตลาดได้บ้าง โดย Siam Blockchain รายงานว่า กองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่งได้รับเงินไหลเข้า 1 พันล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งพลิกกลับจากกระแสเงินไหลออก 5 สัปดาห์ติด บ่งชี้ว่ายังมีนักลงทุนสถาบันบางส่วนที่มองว่าราคาปัจจุบันเป็นโอกาสสะสม นอกจากนี้ กรณีของอิหร่านก็น่าจับตา เพราะก่อนหน้านี้ เงินไหลออกจากกระดานเทรดคริปโตในอิหร่านพุ่งขึ้น 700% หลังการโจมตีทางอากาศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในบางบริบท คริปโตกลับทำหน้าที่เป็นทางหนีของประชาชนในพื้นที่ความขัดแย้ง

โดยรวมแล้ว ตราบใดที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย และผู้นำสหรัฐฯ ยังส่งสัญญาณพร้อมรบอย่างต่อเนื่อง ตลาดคริปโตก็มีแนวโน้มที่จะยังคงผันผวนสูงและอยู่ในโหมดระวังตัว นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการทางการทูตและการตอบสนองของตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เพราะมักเป็นตัวชี้นำทิศทางของสินทรัพย์เสี่ยงก่อนเสมอ


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าถ้อยแถลงแบบนี้ของ Trump ไม่ใช่เรื่องใหม่ เขาชอบพูดให้แข็งกร้าวเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง แต่ครั้งนี้มันออกมาในช่วงเวลาที่ตลาดเปราะบางมาก ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ระอุ ทั้ง Bitcoin ที่ยังไม่ฟื้น ถ้าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่จบ และมีข่าวร้ายเพิ่มขึ้นอีก ผมว่าอาจเห็นแรงขายรอบใหม่ได้ไม่ยาก สิ่งที่ต้องจับตาดูคือปฏิกิริยาของตลาดทองคำและดอลลาร์สหรัฐฯ ถ้าทองพุ่งพร้อมดอลลาร์แข็ง นั่นแปลว่า risk-off เต็มตัวแล้ว และคริปโตอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่โดนขายก่อนใคร