สรุปข่าว
- US Development Finance Corporation (DFC) มีวงเงินไม่เพียงพอราว $2 แสนล้านดอลลาร์ สำหรับการรับประกันเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
- Trump สั่งให้ DFC ขยายนโยบายประกันภัยเรือในบริเวณดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา แต่ขีดความสามารถจริงยังห่างไกลมาก
- ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันอาจทวีความรุนแรงขึ้น เป็นปัจจัยกดดันตลาดการเงินโลกและตลาดคริปโตในระยะสั้น
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ช่องว่างด้านวงเงินประกันภัยขนาดใหญ่นี้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดของโลก หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับขึ้น ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงตามมาจะกดดันให้นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยและลดความเสี่ยง ซึ่งส่งผลเสียต่อตลาดคริปโตในระยะสั้น
เมื่อช่วงสายวันที่ 6 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter อ้างอิงข้อมูลจาก Financial Times ระบุว่า US Development Finance Corporation (DFC) ซึ่งเป็นหน่วยงานการเงินเพื่อการพัฒนาของสหรัฐฯ มีวงเงินขาดแคลนอยู่ราว $2 แสนล้านดอลลาร์ (2 แสนล้านดอลลาร์) จากระดับที่จำเป็นต้องมีเพื่อรับประกันภัยเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างครบถ้วน โดยก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี Trump ได้สั่งให้ DFC ขยายขอบเขตการรับประกันภัยเรือในบริเวณดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏออกมาคือขีดความสามารถที่มีอยู่จริงยังห่างจากสิ่งที่ถูกคาดหวังไปมาก นับเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญต่อเสถียรภาพของเส้นทางขนส่งพลังงานระดับโลก
ช่องแคบฮอร์มุซ หัวใจน้ำมันโลกที่เปราะบาง
ช่องแคบฮอร์มุซคือเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบราว 20% ของปริมาณการซื้อขายทั่วโลกในแต่ละวัน หากการประกันภัยเรือในเส้นทางนี้ยังขาดแคลนอยู่ บริษัทเดินเรือและผู้ประกอบการจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นโดยไม่มีความคุ้มครองเพียงพอ ซึ่งอาจนำไปสู่การลดปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางดังกล่าว หรือการเรียกเก็บค่าขนส่งที่สูงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งทะลุ $80 ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือน สะสมการปรับขึ้นกว่า 45% นับจากเดือนธันวาคมปีที่แล้ว และเรือบรรทุกน้ำมันระเบิดใกล้คูเวตได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดโลกไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งการขาดแคลนวงเงินประกันภัยของ DFC ในครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าความเสี่ยงในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงสะสมอยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กาตาร์ยังได้ประกาศยกระดับการเตือนภัยในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนให้เห็นภาพรวมความตึงเครียดในภูมิภาคที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ความไม่แน่นอนในเส้นทางขนส่งพลังงานระดับโลกมักส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลและหันออกจากสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งตลาดคริปโตก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น โดยเฉพาะในสภาวะที่ราคาน้ำมันกำลังปรับตัวสูงขึ้นอยู่แล้ว ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่จะตามมาอาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยืดระยะเวลาการลดดอกเบี้ยออกไป ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท รวมถึง Bitcoin และ Altcoin ต่างๆ
อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบวกบางส่วนในตลาดคริปโตที่ช่วยรับแรงกดดันไว้ได้บ้าง โดย Siam Blockchain ได้รายงานว่า กระแสเงินไหลเข้า Stablecoin ฟื้นตัวกลับมาที่ $1.7 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าสภาพคล่องในตลาดยังคงมีอยู่ นอกจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้ลงมติบล็อกข้อเสนอ War Powers ต่ออิหร่าน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการยกระดับความขัดแย้งทางทหารในระยะเฉียบพลันลงได้ในระดับหนึ่ง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้น่าเป็นห่วงกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ใช่แค่ตัวเลขช่องว่างทางการเงิน แต่มันบอกเราว่านโยบายที่ Trump ประกาศออกมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ยังไม่มีกลไกรองรับที่แข็งแกร่งพอในทางปฏิบัติ ถ้าสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซร้อนแรงขึ้นในช่วงนี้ ตลาดน้ำมันจะสะเทือนก่อน แล้วคริปโตก็จะโดนกระแสขายตามมาเหมือนทุกครั้งที่เกิด risk-off ระดับโลก จุดที่ต้องจับตาคือตัวเลขน้ำมันดิบ ถ้าพุ่งผ่าน $85 ต่อบาร์เรลเมื่อไหร่ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเริ่มรับรู้ความเสี่ยงนี้จริงๆ แล้ว

