สรุปข่าว
- Gold ETF ชื่อดัง $GLD บันทึกเงินไหลออกสูงถึง 2.91 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี
- สัญญาณนี้บ่งชี้ว่านักลงทุนสถาบันอาจกำลังหมุนเงินออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) เข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง
- ตลาดคริปโตจับตาว่าสภาพคล่องที่ไหลออกจากทองคำจะเข้าหาสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่ ท่ามกลางบริบทมาโครที่ยังผันผวน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การไหลออกจาก Gold ETF ในขนาดนี้มักเป็นสัญญาณว่านักลงทุนสถาบันกำลังเคลื่อนเงินออกจากสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ซึ่งในอดีตมักส่งผลบวกต่อทั้งหุ้นและคริปโต อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าเงินก้อนนี้จะไหลเข้าตลาดคริปโตโดยตรงหรือไม่
ตามรายงานจาก Cointelegraph อ้างข้อมูลจาก Barchart เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม 2569 ตามเวลาไทย Gold ETF ภายใต้ชื่อ $GLD บันทึกเงินไหลออกสุทธิสูงถึง 2.91 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี เหตุการณ์นี้ถูกจับตามองอย่างกว้างขวางในแวดวงการเงินและตลาดคริปโต เพราะการเคลื่อนไหวของเงินทุนในระดับนี้มักสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของมุมมองนักลงทุนสถาบันต่อความเสี่ยงในตลาด ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดมาโครโดยรวมกำลังเผชิญกับความผันผวนสูงจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงนโยบายอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง

ทำไมเงินถึงไหลออกจากทองคำ?
ทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนมักวิ่งหาในยามที่ตลาดผันผวนหรือเศรษฐกิจโลกส่อแววถดถอย ดังนั้น เมื่อเงินไหลออกจาก Gold ETF ในปริมาณมหาศาลขนาดนี้ในคืนเดียว มักหมายความว่านักลงทุนสถาบันมีความเชื่อมั่นต่อภาพรวมตลาดเพิ่มขึ้น และพร้อมที่จะรับความเสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม
นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าการไหลออกในครั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับการปรับสมดุลพอร์ตโฟลิโอของกองทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหลังจากราคาทองคำวิ่งขึ้นมาแรงในช่วงก่อนหน้า ทำให้สัดส่วนของทองคำในพอร์ตสูงเกินเป้าหมาย นอกจากนี้ก็อาจสะท้อนมุมมองที่ว่านโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยน และสภาพแวดล้อมทางการเงินโดยรวมอาจเอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
สำหรับตลาดคริปโต สัญญาณนี้มีนัยสำคัญในหลายมิติ ประการแรก หากนักลงทุนกำลังลดการถือครองสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอย่างทองคำ เงินส่วนหนึ่งอาจไหลเข้ามายังสินทรัพย์ดิจิทัลที่บางคนมองว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” อย่าง Bitcoin ประการที่สอง สภาพคล่องที่ถูกปล่อยออกมาในตลาดการเงินโดยรวมมักหนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท รวมถึงคริปโต ปรับตัวขึ้นได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าบริบทมาโครในปัจจุบันยังมีความซับซ้อน ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่าราคาน้ำมันเบรนต์พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี หลังจากประธานาธิบดี Trump แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่าน ซึ่งสภาพแวดล้อมที่มีความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์สูงแบบนี้อาจทำให้นักลงทุนบางส่วนยังลังเลที่จะเข้าถือสินทรัพย์เสี่ยงเต็มที่ รวมถึง Siam Blockchain ได้รายงานด้วยว่าราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจนโยบายการเงินของธนาคารกลาง
ในทางกลับกัน ข่าวดีก็มีเช่นกัน โดย Siam Blockchain รายงานว่าCircle ได้ mint USDC เพิ่มถึง 750 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าสภาพคล่องในตลาดคริปโตกำลังเพิ่มขึ้น และประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ Paul Atkins ก็ออกมาสนับสนุนกฎระเบียบที่ชัดเจนสำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการยอมรับของสถาบัน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการไหลออกจาก Gold ETF ในระดับนี้เป็นสัญญาณมาโครที่น่าสนใจมาก แต่ยังไม่ถือว่าเป็นตัวเร่งโดยตรงที่จะดัน Bitcoin หรือตลาดคริปโตขึ้นทันที เพราะเราต้องรอดูว่าเงินก้อนนี้จะไปจบที่ไหน ถ้าไหลเข้าหุ้นเทค ก็อาจดีกับคริปโตทางอ้อม แต่ถ้าไหลเข้าสินทรัพย์อื่นที่ไม่เกี่ยวกัน ก็อาจไม่มีผลโดยตรง สิ่งที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้คือ Bitcoin จะยืนเหนือแนวรับสำคัญได้หรือไม่ และข้อมูลเงินเฟ้อ CPI ที่จะออกมาจะช่วยชี้ทิศทางนโยบายการเงินให้ชัดขึ้น ถ้าภาพรวมมาโครเริ่มเอื้อต่อความเสี่ยงมากขึ้น รวมกับสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นจาก USDC ที่ mint ใหม่ โอกาสที่จะเห็นตลาดคริปโตฟื้นตัวในระยะกลางก็ยังมีอยู่ครับ

