สรุปข่าว
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญมูลค่ามากกว่า 805 พันล้านดอลลาร์ (ราว 25.76 ล้านล้านบาท) ในวันเดียว จากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันดิบพุ่งแตะ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- Dow Jones ร่วง 1,059 จุด (-2.17%), S&P 500 ลง 1.33%, Nasdaq ร่วง 1.59% เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2026 ท่ามกลางความกังวลเงินเฟ้อกลับมาสูง
- ราคาน้ำมัน WTI พุ่ง 35% ในหนึ่งสัปดาห์ (สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มซื้อขายฟิวเจอร์สปี 1983) หลัง Trump ประกาศไม่มีข้อตกลงกับอิหร่านนอกจาก “ยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข”
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
การร่วงแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึง Bitcoin และ Crypto โดยประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเมื่อ S&P 500 และ Nasdaq ร่วงหนักจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนมักขายสินทรัพย์เสี่ยงทิ้งและหนีเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทองคำ และเงินสด ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่กลับมาสูง (จากราคาน้ำมันพุ่ง 35% ในสัปดาห์เดียว) อาจบีบ Fed ให้คงดอกเบี้ยสูงหรือขึ้นดอกเบี้ยอีก ซึ่งส่งผลลบต่อ Bitcoin ที่ไวต่ออัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ ข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯ แย่กว่าคาด (ตัดงาน 92,000 ตำแหน่งในเดือนก่อน อัตราว่างงานพุ่ง 4.4%) บ่งชี้เศรษฐกิจอ่อนแอลง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญกับการล้างพอร์ตครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2026 โดยมูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ หายไปมากกว่า 805 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว Phemex (ประมาณ 25.76 ล้านล้านบาท ที่อัตรา 32 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความผันผวนสูงและความกังวลด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ตลาดถูกกดดันหนักจากปัจจัยหลายด้านพร้อมกัน ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่รุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2024 และข้อมูลตลาดแรงงานที่แย่กว่าคาด ซึ่งสร้างภาพของเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงควบคู่กับแรงกดดันเงินเฟ้อที่กลับมาทวีความรุนแรง
ดัชนีหุ้นร่วงหนักทั่วบอร์ด หุ้นเทคโนโลยีและสินค้าฟุ่มเฟือยพังยับ
Dow Jones Industrial Average ร่วง 453.19 จุด คิดเป็น -0.95% ปิดที่ 47,501.55 จุด โดยในช่วงต่ำสุดของวันร่วงเกือบ 950 จุด หรือเกือบ 2% ส่วน S&P 500 ลง 1.33% ปิดที่ 6,740.02 จุด และ Nasdaq Composite ร่วง 1.59% ปิดที่ 22,387.68 จุด CNBC การลดลงครั้งนี้เพิ่มจากการขาดทุนสะสมตลอดสัปดาห์ โดยDow ร่วง 1,059.55 จุด (-2.17%) ไปอยู่ที่ 47,679.86 ในช่วงหนึ่งของวัน ขณะที่ S&P 500 ลด 85.43 จุด (-1.24%) และ Nasdaq Composite ร่วง 245.83 จุด (-1.08%) Fxdailyreport ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความผันผวนรุนแรงในแต่ละวัน โดยดัชนีแกว่งตัวขึ้นลงหลายร้อยจุดตามข่าวความคืบหน้าจากสงครามอิหร่าน
ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือหุ้นเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ หุ้นอุตสาหกรรม และหุ้นการเงิน ซึ่งไวต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หุ้น Mega-cap อย่าง Nvidia และ Microsoft ที่เคยเป็นเสาหลักของตลาดกระทิงตลอดปี 2025 ก็พลิกกลับมาเผชิญกับความผันผวนสูงในปี 2026 ขณะที่หุ้นเรือสำราญอย่าง Carnival ร่วงเกือบ 6%, Royal Caribbean ลง 3.6% และ Norwegian Cruise Lines ดิ่ง 6% ต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า นักลงทุนเริ่มหมุนเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเสี่ยงไปยังหุ้นป้องกันความเสี่ยงอย่างพลังงาน วัสดุ และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน
น้ำมันดิบพุ่งสูงสุดรอบเกือบ 2 ปี – เงินเฟ้อกลับมาหลอกหลอน
ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปิดสัปดาห์ด้วยการเพิ่มขึ้น 35% ซึ่งเป็นการขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายน้ำมันฟิวเจอร์สในปี 1983 CNBC การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันครั้งนี้เกิดจากนักลงทุนประเมินผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่มีต่อปริมาณน้ำมันทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากประธานาธิบดี Donald Trump โพสต์บน Truth Social ว่าจะไม่มีข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่านนอกเสียจากอิหร่าน “ยอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข”
การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันสร้างความกังวลรุนแรงเรื่องแรงกดดันเงินเฟ้อที่กลับมา ซึ่งถือเป็น worst-case scenario สำหรับตลาดการเงิน กล่าวคือ เศรษฐกิจที่อ่อนแอลงควบคู่กับเงินเฟ้อสูง ซึ่งไม่มีใครในโลกมีเครื่องมือที่ดีพอจะแก้ไขปัญหาทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ ข้อมูลยังชี้ว่าBrent crude พุ่งขึ้น 22% ในสัปดาห์นี้ไปอยู่ที่ 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยนักวิเคราะห์ Wall Street คาดว่า Brent อาจพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหาก Strait of Hormuz ปิดเป็นเวลานาน CNBC ซึ่งในระดับนี้อาจทำให้เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะถดถอย
ข้อมูลจ้างงานแย่กว่าคาด – เศรษฐกิจชะลอตัวชัดเจน
รายงานแสดงว่านายจ้างในสหรัฐฯ ตัดงานมากกว่าจำนวนที่สร้างขึ้นในเดือนก่อน Los Angeles Daily News โดยข้อมูลจากแหล่งอื่นระบุว่าตัดงานถึง 92,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 4.4% ข้อมูลการจ้างงานที่อ่อนแอนี้ยิ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเมื่อรวมกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและอัตราเงินเฟ้อที่ทวีความรุนแรง จะสร้างภาวะ stagflation (เศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่เงินเฟ้อสูง) ที่ธนาคารกลางไม่สามารถจัดการได้ง่าย
นอกจากนี้ Atlanta Federal Reserve’s GDPNow tracker ปรับลดประมาณการการเติบโต GDP ไตรมาส 1 ลงมาอยู่ที่อัตราต่อปี 2.1% จาก 3.0% เมื่อวันจันทร์ CNBC การปรับลดครั้งใหญ่นี้สะท้อนให้เห็นถึงการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชน (จาก 2.8% เหลือ 1.8%) และการลงทุนเอกชน (จาก 7.9% เหลือ 6.8%) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังสูญเสียโมเมนตัม
นักลงทุนรายย่อยเทเงินเข้าหุ้นพลังงานและ Palantir – เลี่ยงหุ้นกลุ่มใหญ่
ท่ามกลางความโกลาหล นักลงทุนรายย่อยมีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยนักลงทุนรายย่อยซื้อหุ้น State Street Energy Select Sector SPDR ETF (XLE) ในปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันจันทร์ โดย ETF ด้านพลังงานได้รับเงินไหลเข้าสุทธิ 49 ล้านดอลลาร์ CNBC ซึ่งทำลายสрекорด์เดิมที่ 36 ล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่านักลงทุนรายย่อยกำลัง “เลือกตำแหน่งใหม่” (selective repositioning) มากกว่าตื่นตกใจอย่างกว้างขวาง โดยหลบหนีออกจากหุ้นเทคโนโลยีเข้าสู่หุ้นพลังงานที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูง
ภาวะตลาดหมีใกล้เข้ามา? ปู่ Buffet ออกมาเตือนแล้ว
สัญญาณเตือนที่น่ากังวลมาจากตัวชี้วัดมูลค่าตลาด โดยS&P 500 มี CAPE ratio (cyclically adjusted price-to-earnings ratio) เฉลี่ย 39.8 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งนอกเหนือจากไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ dot-com crash ในเดือนตุลาคม 2000 The Motley Fool ในประวัติศาสตร์ เมื่อ CAPE ratio ของ S&P 500 เกิน 39 ดัชนีมักจะร่วงลงโดยเฉลี่ย 30% ในช่วง 3 ปีถัดมา สถิติยังระบุว่า S&P 500 มี CAPE ratio สูงกว่า 39 เพียง 26 เดือนจากทั้งหมด 829 เดือนนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1957
นอกจากนี้ Warren Buffett ที่เพิ่งเกษียณในเดือนธันวาคม 2025 ได้ทิ้งคำเตือนครั้งสุดท้ายผ่านรายงานประจำปีของ Berkshire Hathaway โดยบริษัทเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิในไตรมาส 4 และได้ขายหุ้นสุทธิมาอย่างต่อเนื่อง 13 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งบ่งชี้ว่า Buffett ประสบปัญหาในการหาการลงทุนที่น่าสนใจในสภาพตลาดปัจจุบัน โดยสาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไป
การสูญเสียมูลค่าตลาดกว่า 805 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนที่อาจยาวนานขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่มีทีท่าจะยุติลง และราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูง ผู้เขียนมองว่าตลาดกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายปี กล่าวคือ เศรษฐกิจที่อ่อนแอลง (ดูจากข้อมูลจ้างงานและ GDP) ควบคู่กับเงินเฟ้อที่กลับมาทวีความรุนแรง (จากน้ำมันพุ่ง 35%) ซึ่งทำให้ Federal Reserve ไม่สามารถลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะจะยิ่งทำให้เงินเฟ้อแย่ลง ในขณะเดียวกันหากขึ้นดอกเบี้ยก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจซบเซามากขึ้น สำหรับนักลงทุน crypto ควรเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่จะเพิ่มขึ้น เพราะประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเมื่อตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะหมี Bitcoin และ altcoin มักจะได้รับผลกระทบตามมาอย่างหนัก
ที่มา : x

