สรุปข่าว
- รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Araghchi กล่าวหาเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ปล่อยข่าวปลอมเพื่อปั่นราคาตลาดท่ามกลางความตึงเครียดที่ยกระดับขึ้น
- เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ดำเนินอยู่ โดยก่อนหน้านี้รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ลบโพสต์เกี่ยวกับกองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน
- ความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจกดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงต่อไป รวมถึงคริปโต ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์จะบานปลายแค่ไหน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่ยังไม่คลี่คลาย พร้อมกับการกล่าวหาเรื่องข่าวปลอมและการคาดการณ์ว่าตลาดกำลังเผชิญกับการขาดแคลนครั้งใหญ่ ล้วนสร้างบรรยากาศแห่งความไม่แน่นอนที่กดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยง การเพิ่มขึ้นของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มักทำให้นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตออกไปก่อน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบอาจจำกัดในระยะสั้นหากสถานการณ์ไม่บานปลายเป็นการปะทะจริง
เมื่อช่วงดึกของวันที่ 11 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Araghchi ได้ออกมากล่าวหาเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่ากำลังปล่อยข่าวปลอมเพื่อปั่นราคาตลาด ตามรายงานจาก Ted บน X ซึ่งระบุด้วยว่า Araghchi กล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้ไม่อาจปกป้องพวกเขาจากคลื่นเงินเฟ้อที่พวกเขาสร้างขึ้นให้ชาวอเมริกัน และตลาดกำลังเผชิญกับการขาดแคลนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” คำกล่าวดังกล่าวออกมาท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่กำลังเดือด และเหตุการณ์ล่าสุดที่รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ลบโพสต์เกี่ยวกับการส่งกองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน ก่อให้เกิดคำถามถึงข้อมูลที่แต่ละฝ่ายปล่อยออกมา
สงครามข้อมูลท่ามกลางวิกฤตช่องแคบ
การที่ Araghchi ออกมากล่าวหาสหรัฐฯ เรื่องข่าวปลอมนั้นไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของสงครามข้อมูลที่ดำเนินคู่ขนานไปกับความตึงเครียดทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่ารัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ลบโพสต์เกี่ยวกับกองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งกลับขึ้นเหนือ $80 ต่อบาร์เรล อ่านเพิ่มเติมได้ที่ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ลบโพสต์เรื่องกองทัพเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ยังมีรายงานก่อนหน้าว่ากองกำลัง Revolutionary Guards ของอิหร่านได้ขู่จะปิดกั้นการเข้าถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดคอขวดน้ำมันโลกที่สำคัญ และมีการหยุดชะงักของระบบอินเทอร์เน็ตในอิหร่านนานกว่า 24 ชั่วโมง ทำให้ประชาชนกว่า 88 ล้านคนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก สถานการณ์เหล่านี้รวมกันบ่งชี้ว่าความขัดแย้งได้ยกระดับขึ้นจากการเผชิญหน้าทางทหารสู่การต่อสู้ในพื้นที่ข้อมูลด้วย
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซโดยรวมกำลังสร้างแรงกดดันต่อตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงคริปโต ราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างรุนแรงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์มักทำให้นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงออกไปก่อนเพื่อถือเงินสด สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือการกล่าวหาเรื่องข่าวปลอมจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งทำให้ข้อมูลในตลาดมีความน่าเชื่อถือต่ำลงและเพิ่มความผันผวนให้กับสินทรัพย์ทุกประเภท
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยที่อาจช่วยพยุงตลาดคริปโตในระยะยาว นั่นคือการวิเคราะห์ของ Bank of America ที่ระบุว่าหากราคาน้ำมันพุ่งสูงต่อเนื่อง ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจต้องผ่อนคลายนโยบายการเงิน ซึ่งจะเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับสินทรัพย์เสี่ยงในระยะยาว ดังที่ Siam Blockchain ได้รายงานไว้ใน บทวิเคราะห์ผลกระทบของราคาน้ำมันต่อนโยบาย Fed นอกจากนี้ความตึงเครียดดังกล่าวยังอาจทำให้ Bitcoin เริ่มถูกมองเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในระยะยาวได้เช่นกัน ดังที่เคยเห็นในช่วงวิกฤตอิหร่านก่อนหน้านี้ตามที่รายงานใน บทความเกี่ยวกับอิหร่านเน็ตดับ
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสิ่งที่น่ากังวลในข่าวนี้ไม่ใช่แค่คำกล่าวหาของ Araghchi แต่คือบรรยากาศโดยรวมที่ทั้งสองฝ่ายต่างปล่อยข้อมูลแย้งกันออกมาเรื่อยๆ ทำให้ตลาดแทบไม่รู้ว่าจะเชื่อข้อมูลชุดไหน ในช่วงที่ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือแบบนี้ ตลาดมักจะผันผวนหนักกว่าปกติ เพราะใครก็อาจปล่อยข่าวได้ทุกเมื่อ สิ่งที่ต้องจับตาในช่วงนี้คือท่าทีของฝ่ายการทหารทั้งสองฝ่ายว่าจะมีการเคลื่อนไหวจริงในช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ ถ้าเป็นแค่การประกาศและข่าวปลอมไปเรื่อยๆ ตลาดก็อาจเริ่มชินและผลกระทบจะน้อยลง แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์จริงขึ้น นั่นถึงจะเป็นสัญญาณที่ต้องระวังจริงๆ
เครดิตภาพจาก @CryptoRover

