bitkub-banner

FDIC ดับฝัน! ประกาศชัดกฎหมาย GENIUS สั่งแบน Stablecoin ห้ามรับความคุ้มครองเงินฝากทุกกรณี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ประธานคณะกรรมการคุ้มครองเงินฝากแห่งสหรัฐอเมริกาออกมายืนยันว่าผู้ถือครองเหรียญ Stablecoin จะไม่ได้รับการคุ้มครองเงินฝากจากรัฐบาลตามกฎหมายใหม่ที่กำลังจะบังคับใช้
  • ข้อห้ามดังกล่าวยังรวมไปถึงการปิดช่องโหว่ไม่ให้บริษัทตัวแทนแอบอ้างสิทธิ์ขอรับการประกันเงินฝากแบบส่งผ่านให้กับลูกค้ารายย่อยที่ถือครองเหรียญ
  • กลุ่มธนาคารพาณิชย์กำลังกังวลอย่างหนักว่าการเติบโตของเหรียญคริปโตที่ผูกติดกับเงินดอลลาร์อาจดึงดูดให้ประชาชนแห่ถอนเงินฝากจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของระบบธนาคารแบบดั้งเดิม

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

ข่าวนี้ส่งผลกระทบในวงจำกัดและเป็นสิ่งที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่ารัฐบาลจะไม่เข้ามารับประกันความเสี่ยงให้กับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกโดยเอกชน การที่กฎหมายบังคับให้ผู้ออกเหรียญต้องมีเงินสำรองเต็มจำนวนถือเป็นกลไกที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานได้ในระดับหนึ่ง ในขณะเดียวกันความขัดแย้งระหว่างกลุ่มธนาคารดั้งเดิมและอุตสาหกรรมคริปโตก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามองต่อไปโดยยังไม่ได้สร้างแรงเทขายหรือแรงซื้อที่ชัดเจนในระยะสั้น

Travis Hill ประธานคณะกรรมการคุ้มครองเงินฝากแห่งสหรัฐอเมริกาหรือ FDIC ได้ออกมาดับฝันผู้ใช้งานคริปโตเคอร์เรนซีทั่วประเทศ โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่าผู้ถือครองเหรียญ Stablecoin จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์หรือการค้ำประกันเงินฝากใดๆ จากรัฐบาลภายใต้กฎหมายใหม่ที่มีชื่อว่า GENIUS Act ซึ่งกำลังจะถูกนำมาบังคับใช้เพื่อกำกับดูแลโทเคนดิจิทัลเหล่านี้

คำประกาศดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงการห้ามใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายที่เรียกว่าการประกันแบบส่งผ่านซึ่งเป็นวิธีการที่บริษัทการเงินตัวแทนมักจะใช้เพื่อขอรับความคุ้มครองจากรัฐบาลแทนลูกค้า โดยกฎหมาย GENIUS Act ได้ระบุข้อห้ามเรื่องการประกันของ FDIC สำหรับผู้ถือครอง Stablecoin อย่าง USDC หรือ USDT ไว้อย่างชัดเจนเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างโทเคนดิจิทัลกับเงินฝากธนาคารแบบดั้งเดิมที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาค้ำประกันให้สูงสุดถึงสองแสนห้าหมื่นดอลลาร์

ประธาน FDIC ได้กล่าวในงานประชุมสุดยอดสมาคมธนาคารอเมริกันที่กรุงวอชิงตันว่า ทางหน่วยงานเตรียมเสนอข้อบังคับห้ามไม่ให้ Stablecoin ที่ใช้เพื่อการชำระเงินภายใต้กฎหมายใหม่นี้มีสิทธิ์ได้รับการประกันแบบส่งผ่าน เนื่องจากในปัจจุบันเครือข่าย Stablecoin ขนาดใหญ่แทบจะไม่มีระบบตรวจสอบตัวตนและผลประโยชน์ของลูกค้ารายย่อยที่ชัดเจนตามที่กฎระเบียบการรับประกันเงินฝากต้องการ แม้ว่าผู้ถือครองจะไม่ได้รับการคุ้มครองจาก FDIC แต่งานนี้กฎหมายก็บังคับให้ผู้ออกเหรียญต้องมีสินทรัพย์สำรองเต็มจำนวนเพื่อเป็นตาข่ายนิรภัยให้กับผู้ใช้งานแทน

ประเด็นนี้ถือเป็นข้อถกเถียงสำคัญในวงการกำกับดูแลเนื่องจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์กำลังพยายามเตะถ่วงกฎหมายอุตสาหกรรมคริปโตอีกฉบับที่ชื่อว่า CLARITY Act โดยกังวลว่าหากอนุญาตให้ Stablecoin จ่ายผลตอบแทนได้ ลูกค้าอาจจะแห่ถอนเงินออกจากธนาคารไปถือคริปโตแทน ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Jefferies ประเมินว่าปรากฏการณ์นี้อาจทำให้ฐานเงินฝากหลักของธนาคารหดตัวลง 3 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ภายในช่วงห้าปีข้างหน้าและกระทบต่อกำไรของภาคธนาคารอย่างหนัก

ทางด้าน Patrick Witt ที่ปรึกษาด้านคริปโตประจำทำเนียบขาวได้ออกมาตอบโต้กลุ่มธนาคารผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามที่น่าละอายในการสกัดกั้นนวัตกรรมและผูกขาดตลาด ในขณะเดียวกันประธาน FDIC ก็ได้ทิ้งท้ายประเด็นที่น่าสนใจว่า ทางหน่วยงานกำลังพิจารณาให้เงินฝากธนาคารที่ถูกแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชนได้รับสิทธิ์คุ้มครองเงินฝากตามกฎหมายเช่นเดียวกับเงินฝากปกติทั่วไป


เรื่องนี้ถือว่าแฟร์และสมเหตุสมผลมากครับ การที่เอกชนออกเหรียญ Stablecoin มาทำกำไรเอง รัฐบาลก็ไม่ควรต้องเอาเงินภาษีประชาชนไปค้ำประกันให้หากเกิดความผิดพลาด สิ่งที่น่าจับตาจริงๆ คือท่าทีของกลุ่มธนาคารที่กลัวโดนแย่งเงินฝากจนต้องออกมาล็อบบี้ขัดขวางกฎหมายคริปโตฉบับอื่นมากกว่า นี่คือสงครามแย่งชิงสภาพคล่องครั้งใหญ่ระหว่างโลกการเงินเก่าและโลกการเงินใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประโยชน์น่าจะตกอยู่กับผู้บริโภคที่มีทางเลือกในการหาผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารครับ