bitkub-banner

‘Crypto Mom’ จี้ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ปรับกฎคริปโตให้ง่ายขึ้น-จับตาประเด็น Tokenization

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Hester Peirce กรรมการ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เสนอให้ลดความซับซ้อนของเอกสารเปิดเผยข้อมูล และจัดทำข้อยกเว้นพิเศษเพื่อเปิดทางให้มีการทดลองนำหลักทรัพย์มาทำเป็นโทเคน
  • แนวทางนี้สอดรับกับวิสัยทัศน์ของ Paul Atkins ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ คนปัจจุบัน ที่มองว่า Tokenization คือนวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคต
  • ก.ล.ต. สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณบวกอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการออกจดหมาย No-Action Letter ให้กับ DTCC เพื่ออนุญาตให้เดินหน้าทดสอบระบบ

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

Hester Peirce กรรมการ SEC ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทให้เรียบง่ายขึ้น พร้อมเสนอให้ใช้แนวทางการยกเว้นเพื่อเอื้อต่อนวัตกรรม ในการสนับสนุนการทดลองสร้างหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคน โดยอ้างอิงแนวคิดตลาดเสรีของ Adam Smith ว่ารัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงหรือจัดการตลาดยิบย่อยจนเกินไป สอดคล้องกับทิศทางใหม่ของ SEC ภายใต้การนำของประธาน Paul Atkins ที่เปิดรับคริปโตมากขึ้น

Hester Peirce กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) หรือที่รู้จักกันในนาม Crypto mom ได้เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลปรับปรุงกฎการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทให้เรียบง่ายขึ้น และอนุญาตให้มีการทดลองใช้งานหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคน ผ่านแนวทางที่อาจเป็นการยกเว้นกฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อนวัตกรรม

เธอระบุว่า หน่วยงานควรหลีกเลี่ยงการบริหารงานแบบจุกจิกยิบย่อยทุกฝีก้าว และเตือนว่า กฎระเบียบที่วางข้อกำหนดเข้มงวดจนเกินไปอาจบิดเบือนทิศทางการไหลเวียนของเงินทุนในตลาดการเงินได้ ในระหว่างการปราศรัยต่อคณะกรรมการที่ปรึกษานักลงทุนของ SEC 

Peirce ได้หยิบยกทฤษฎีของ Adam Smith นักเศรษฐศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 18 ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ โดยเธอกล่าวอ้างว่า หน่วยงานกำกับดูแลควรใช้ความอดกลั้นและระมัดระวัง ในการเข้าไปชี้นำหรือกำหนดทิศทางของผลลัพธ์ในตลาด

เธอกล่าวต่อไปว่า ในปัจจุบันบริษัทมหาชนมักจะเสียเวลามากเกินไปในการจัดเตรียมเอกสารเปิดเผยข้อมูลตามที่กฎหมายบังคับ ซึ่งเอกสารเหล่านี้อาจจะกลายเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงมากกว่าที่จะช่วยสร้างความชัดเจนให้กับนักลงทุน พร้อมทั้งเสนอแนะว่า SEC ควรพิจารณาปรับปรุงกฎการเปิดเผยข้อมูลให้มีความกระชับและคล่องตัวมากขึ้น

ถึงแม้ว่าการปราศรัยในครั้งนี้จะเน้นไปที่ประเด็นด้านการกำกับดูแลในภาพกว้าง แต่ Peirce ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นการถกเถียงที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคน และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินบนระบบบล็อกเชน

Peirce อธิบายว่า เจ้าหน้าที่ของ SEC ควรเดินหน้าพัฒนาแนวทาง ‘การยกเว้นเพื่อเอื้อต่อนวัตกรรม’ ที่อาจเปิดโอกาสให้มีการทดลองใช้งานหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคนในขอบเขตที่จำกัด ในระหว่างที่หน่วยงานกำกับดูแลกำลังประเมินว่ากฎหมายหลักทรัพย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันจะนำมาประยุกต์ใช้กับตลาดบนระบบบล็อกเชนได้อย่างไร

นอกจากนี้ Peirce ยังได้ตั้งคำถามว่า การเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมและข้อกำหนดเกี่ยวกับตัวกลางทางการเงินนั้นยังมีความจำเป็นหรือไม่สำหรับหลักทรัพย์ที่เป็นโทเคน 

SEC จับตา Tokenization

ประเด็นเรื่องของการแปลงหลักทรัพย์ให้กลายเป็นโทเคน ได้กลายมาเป็นวาระสำคัญภายในหน่วยงาน SEC ในปัจจุบัน ซึ่งตัวประธานอย่าง Paul Atkins เคยกล่าวไว้ว่าตัวเขามอง tokenization เป็นนวัตกรรมการเงินที่หน่วยงานกำกับดูแลควรสนับสนุน ไม่ใช่ต่อต้าน

ภายหลังจากนั้น SEC ก็ค่อยๆ เดินหน้าตามวิสัยทัศน์ของ Atkinks โดยการออกจดหมายยืนยันการไม่ดำเนินการทางกฎหมาย ให้กับ DTCC ซึ่งบริษัทรับฝากและหักบัญชีหลักทรัพย์แห่งสหรัฐฯ เป็นการอนุญาตให้ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานรายนี้ สามารถศึกษาบริการแปลงหลักทรัพย์เป็นโทเคนบนระบบบล็อกเชนได้

สำหรับตัวจดหมายดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า หน่วยงานกำกับดูแลจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย หาก DTCC ดำเนินกิจกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการทำ Tokenization เป็นการเปิดประตูให้บริษัทสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ดั้งเดิมบนระบบบล็อกเชนได้

อย่างไรก็ดี การหารือด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน ยังคงเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการถกเถียงเชิงนโยบายในวงกว้างที่วอชิงตัน เกี่ยวกับร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว กฎหมายเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าสินทรัพย์ดิจิทัลจะถูกกำกับดูแลอย่างไรในสหรัฐอเมริกา

ที่มา : Cointelegraph


มุมมองผู้เขียน : แม้ทุกอย่างจะดูสวยหรูสำหรับชาวคริปโตแต่สิ่งที่ SEC และวอลล์สตรีทกำลังตื่นเต้น ส่วนใหญ่เป็นระบบบล็อกเชนแบบปิด หรือเป็นเหรียญที่มีผู้ควบคุมชัดเจน ซึ่งมันต่างจากอุดมการณ์ดั้งเดิมของคริปโตอย่าง Bitcoin ที่เน้นการไร้ศูนย์กลางอย่างสิ้นเชิง พูดง่ายๆ คือการเอา เทคโนโลยีคริปโต ไปอัปเกรดระบบเก่า มากกว่าการสร้างระบบการเงินใหม่ที่เสรีจริงๆ