สรุปข่าว
- ประธานาธิบดี Trump เตือนอิหร่านว่าจะถูกโจมตีทางทหาร “อย่างหนัก” ภายในสัปดาห์นี้ พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ พร้อมส่งกองทัพเรือคุ้มกันเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซหากจำเป็น
- ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก คิดเป็นประมาณ 20% ของอุปทานน้ำมันโลก การปิดกั้นช่องแคบนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและกระทบตลาดการเงินทั่วโลก
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญมูลค่าไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปก่อนหน้านี้แล้วจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้องจับตาว่าตลาดคริปโตจะเผชิญแรงขายเพิ่มเติมหรือไม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การเพิ่มระดับความตึงเครียดทางทหารในตะวันออกกลางกระตุ้นให้นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตมีแรงขายออกมา ยิ่งหากการปะทะเกิดขึ้นจริงและราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อ ก็จะยิ่งกดดันตลาดคริปโตในระยะสั้น
ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านพุ่งสูงขึ้นอีกระดับในช่วงค่ำของวันที่ 13 มี.ค. 2569 ตามเวลาไทย หลังจากประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาเตือนว่าอิหร่านจะถูกโจมตีทางทหาร “อย่างหนักมาก” ภายในสัปดาห์นี้ ตามรายงานจาก เจ้ามือ Insider บน X ซึ่งระบุด้วยว่า Trump ยืนยันความพร้อมของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการคุ้มกันเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซหากสถานการณ์จำเป็น ถ้อยคำเหล่านี้ถือเป็นการยกระดับการเผชิญหน้าทางการทูตและทางทหารที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ และกำลังส่งคลื่นกระเทือนไปยังตลาดการเงินทั่วโลก ทั้งน้ำมัน หุ้น และคริปโต
ช่องแคบฮอร์มุซ หัวใจสำคัญที่โลกจับตา
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของอุปทานพลังงานโลก โดยน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ลำเลียงผ่านช่องแคบแห่งนี้คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของอุปทานทั่วโลก การที่ Trump ส่งสัญญาณให้กองทัพเรือเข้าดูแลเส้นทางนี้แสดงว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาการปฏิบัติการทางทหารโดยตรงในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งหากอิหร่านตัดสินใจปิดกั้นช่องแคบเพื่อตอบโต้ ก็จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว และกดดันเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญมูลค่าไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $96 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกระทบตลาดการเงินหนักอยู่แล้ว และการเตือนของ Trump ครั้งนี้ยิ่งเติมแรงกดดันเข้าไปอีก นอกจากนี้ Siam Blockchain ยังรายงานว่า อิหร่านอ้างว่าจับทหารสหรัฐฯ ได้แล้ว ซึ่งนับเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศร้าวลึกมากขึ้น
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ในสภาวะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูง นักลงทุนมักโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด รวมถึงคริปโต เพื่อถือเงินสดหรือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำหรือพันธบัตรรัฐบาล ภาพที่เห็นบ่อยในช่วงวิกฤตคือตลาดคริปโตดิ่งลงพร้อมกับตลาดหุ้น โดยเฉพาะ Bitcoin ซึ่งปัจจุบันยืนอยู่บริเวณ $70,000 ตามที่ Siam Blockchain รายงานไว้ก่อนหน้านี้ ก็อาจเผชิญแรงขายหากข่าวนี้ทำให้นักลงทุนหันหลังให้สินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า Bitcoin ในฐานะ “ทองคำดิจิทัล” อาจได้รับอานิสงส์จากวิกฤตในระยะกลาง เนื่องจากนักลงทุนบางกลุ่มมองว่า Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับที่ JP Morgan ชี้ว่าวิกฤตโลกอาจทำให้ Bitcoin โดดเด่นในฐานะทองคำดิจิทัล แต่ในระยะสั้นนี้ แรงกดดันเป็นขาลงน่าจะมีน้ำหนักมากกว่า โดยเฉพาะหากสถานการณ์ทางทหารปะทุขึ้นจริง
บริบทความตึงเครียดที่สะสมมานาน
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเสื่อมลงอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่สหรัฐฯ เคยมีท่าทีผ่อนปรนด้านนิวเคลียร์ตามที่ Siam Blockchain รายงานใน จุดเปลี่ยนที่สหรัฐฯ ยอมให้อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมต่อได้ แต่ท่าทีดังกล่าวกลับพลิกผันอย่างรวดเร็ว ล่าสุดคำเตือนของ Trump ครั้งนี้ดูจะเป็นการส่งสัญญาณว่าวิถีทางการทูตอาจสิ้นสุดลงแล้ว และสหรัฐฯ กำลังเตรียมใช้กำลังทางทหารเป็นตัวเลือกหลัก
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์นี้น่ากังวลมากในระยะสั้น เพราะ Trump เป็นคนที่พูดแล้วทำจริงหลายครั้ง และการที่ระบุกรอบเวลา “สัปดาห์นี้” ชัดเจนขนาดนี้ ทำให้ตลาดน่าจะผันผวนหนักในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า สิ่งที่ต้องจับตาคือปฏิกิริยาของอิหร่านว่าจะยอมถอยหรือตอบโต้ เพราะถ้าเลือกตอบโต้และมีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมันอาจพุ่งแรงและฉุดตลาดคริปโตดิ่งลงอีกรอบ สำหรับคนที่ถือ Bitcoin หรือ Altcoin อยู่ ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดในช่วงสัปดาห์นี้
เครดิตภาพจาก @WhaleInsider

