สรุปข่าว
- Meta เตรียมถอดแอปพลิเคชัน Horizon Worlds ออกจากแว่น Quest อย่างเป็นทางการในกลางเดือนมิถุนายน 2026
- ธุรกิจ VR-Metaverse ขาดทุนมหาศาลกว่า 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 รวม 5 ปีขาดทุนกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์
- ทุนที่ประหยัดได้จากการปลดพนักงานและการพัฒนาจะถูกนำไปอัดฉีดให้กับโปรเจกต์ AI อย่างเต็มรูปแบบ
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
Meta ประกาศถอดแอปพลิเคชัน Horizon Worlds ออกจากแว่นตา Meta Quest ในวันที่ 15 มิถุนายน 2026 เพื่อนำไปพัฒนาต่อบนแพลตฟอร์มมือถือแทน การตัดสินใจนี้ถือเป็นการพับเก็บวิสัยทัศน์โลก Metaverse ของ Mark Zuckerberg อย่างเป็นทางการ หลังจากที่แผนก Reality Labs เผชิญสภาวะขาดทุนอย่างหนักหน่วงถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยทางบริษัทจะหันไปมุ่งพัฒนาด้าน AI แทน
Meta ได้ประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการว่า พวกเขาจะทำการถอดถอน Horizon Worlds จาก Meta Quest เฮดเซ็ท ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ ซึ่งถือเป็นการยุติการทดลองทางสังคมบนโลกเสมือนที่กินระยะเวลาและทรัพยากรของ Meta มาอย่างยาวนาน
การตัดสินใจนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า วิสัยทัศน์เรื่องของ Metaverese ของ Mark Zuckerberg ที่ถึงขนาดต้องเปลี่ยนชื่อบริษัทนั้นล้มเหลวและต้องถูกพับเก็บในเชิงปฏิบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
รายงานเปิดเผยว่านับตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. เป็นต้นไปผู้ใช้งานจะไม่สามารถสร้างเผยแพร่ หรือ เข้าถึง Horizon Worlds ผ่านแว่น Quest ได้อีกต่อไปและจะให้ผ่านแอปพลิเคชันมือถือ Meta Horizon เท่านั้น
โฆษกของทาง Meta เปิดเผยว่า บริษัทกำลังเปลี่ยนทิศทางของ Worlds ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มบนมือถือเกือบทั้งหมด โดยที่ Samantha Ryan รองประธานของ Reality Labs ได้อธิบายถึงการแยกส่วนในครั้งนี้ว่า เป็นวิธีการที่จะช่วยให้ทั้งสองแพลตฟอร์มมีพื้นที่ในการเติบโตของตัวเอง
การถอนตัวออกไม่ได้เพียงแต่ทำให้วิสัยทัศน์ของ Meta พังทลายลงอย่างเดียวแต่ยังรวมไปถึงเงินทุนมหาศาลที่จมลงไปกับโปรเจกต์นี้ ซึ่งข้อมูลระบุว่า Reality Labs ผู้ที่อยู่เบื้องหลังมีตัวเลขขาดทุนจากธุรกิจสูงถึง $1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2025 เพียงอย่างเดียว ซึ่งหากนับรวมกันแล้วพวกเขาจะขาดทุนไปถึง $8 หมื่นล้านในระยะเวลาเพียงแค่ 5 ปีนิดๆ
Andrew Bosworth ผู้เป็น CTO ยืนยันว่า บริษัทจะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ผ่านโทรศัพท์มือถือมากกว่า และจะหันไปโฟกัสกับฮาร์ดแวร์ที่สวมใส่ได้เช่น แว่น Ray-Ban อัจฉริยะ มากกว่าการมุ่งพัฒนาระบบ VR เสมือนจริง

ใครจะเอางบประมาณไปแทน
เมื่อการพัฒนาในส่วนนี้จบลง งบประมาณของบริษัทย่อมไหลไปหาโปรเจกต์ใหม่ที่คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าซึ่งนั่นก็คือ AI โดยทาง Metaได้ประเมินงบรายจ่ายฝ่ายทุนสำหรับปี 2026 ไว้ที่ระหว่าง 1.15 แสนล้าน ถึง 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
เงินส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และโครงการนำร่อง Superintelligence Labs ห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ระดับสูง
กลับกันทางฝั่งของ Reality Labs ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีการปลดพนักงานออกกว่า 1,000 ตำแหน่ง และมีการปิดสตูดิโอเกม VR หลายราย ซึ่งรายงานภายในระบุว่า บริษัทได้ตั้งเป้าหมายอัตราการลาออกของพนักงานไว้ที่ 20% ต่อปี สำหรับปี 2026 และ 2027 โดยทุกบาททุกสตางค์ที่ Meta ประหยัดได้จะไหลมายัง AI และ data center ทั้งหมด
อย่างไรก็ดีถึงภาคส่วนของ VR จะย่ำแย่แต่ธุรกิจโฆษณาของ Meta กลับเฟื่องฟูอย่างมากและกวาดรายได้ไปกว่า $5.9 หมื่นล้านในไตรมาส 4 ของปี 2025 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 24% ส่งผลทำให้หุ้นบริษัทไม่ได้ออกมาย่ำแย่เหมือนกับธุรกิจ VR
การทุ่มเดิมพันด้าน AI ในครั้งนี้ จึงเป็นการลุ้นว่า Meta จะสามารถเปลี่ยนงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำได้สำเร็จหรือไม่ ก่อนที่ความอดทนของเหล่านักลงทุนจะหมดลง
ที่มา : Beincrypto
มุมมองผู้เขียน : วิสัยทัศน์เรื่องโลกเสมือนของ Mark Zuckerberg อาจไม่ได้ผิดพลาด 100% เพียงแต่ว่าเขาอาจมาเร็วเกินไป เพราะโลกในตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็นหรือมองเห็นประโยชน์จาก VR และ Metaverse มากนักนอกเหนือจากเพื่อความบันเทิง แต่ไม่แน่ว่าในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีและสังคมพร้อม เราอาจเห็น Metaverse กลับมาอีกครั้งในรูปแบบใหม่
