bitkub-banner

Saylor ทุ่มซื้อ Bitcoin $1.57 พันล้าน แต่ราคาไม่ขึ้น Strategy กำลังเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Strategy (MicroStrategy) ซื้อ Bitcoin เพิ่ม 22,337 BTC มูลค่า $1.57 พันล้าน ถือครองรวม 761,068 BTC คิดเป็นกว่า 3.6% ของ supply ทั้งหมด ใกล้แซง BlackRock เป็นผู้ถือสถาบันรายใหญ่สุดในโลก
  • เงินซื้อมาจากการขายหุ้นบุริมสิทธิ์ STRC ($1.2 พันล้าน) และหุ้นสามัญ ($400 ล้าน) ไม่ใช่รายได้ธุรกิจ โดย STRC ต้องจ่ายเงินปันผล 11.5% ต่อปี สร้างภาระต่อเนื่อง
  • หุ้น MSTR ร่วงจาก $540 เหลือ $140.56 (-74%) ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ย Bitcoin ของ Strategy อยู่ที่ $75,696 ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน ตลาดเริ่มตั้งคำถามกับโมเดลธุรกิจนี้

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BEARISH

การกระจุกตัวของ Bitcoin กว่า 3.6% ของ supply ทั้งหมดในมือบริษัทเดียวที่ใช้หนี้เป็นเชื้อเพลิงสร้างความเสี่ยงเชิงระบบต่อตลาดทั้งหมด หุ้น MSTR ที่ร่วง 74% จากจุดสูงสุดและต้นทุน Bitcoin ที่สูงกว่าราคาตลาดบ่งชี้ว่าตลาดเริ่มไม่เชื่อมั่นในโมเดลนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณเป็นขาลงสำหรับทั้ง MSTR และ Bitcoin ในระยะกลาง

Michael Saylor เพิ่งซื้อ Bitcoin ครั้งใหญ่ที่สุดของปี 2026 มูลค่ากว่า 1.57 พันล้านดอลลาร์ แต่ราคากลับไม่พุ่งขึ้นอย่างที่หลายคนคาดหวัง ตรงกันข้าม หุ้น MSTR ร่วงลง 6.47% ปิดที่ $140.56 ในวันที่ 18 มี.ค. ขณะที่ Fear & Greed Index อยู่ที่ 26 ซึ่งอยู่ในโซน “Fear” คำถามที่ไม่มีใครในวงการคริปโตไทยกล้าถามก็คือ ถ้า Strategy เกิดวิกฤตหนี้ขึ้นมาจริง แรงเทขาย Bitcoin ที่ตามมาจะรุนแรงกว่าเหตุการณ์ Mt. Gox หลายเท่า

761,068 BTC ตัวเลขที่ควรทำให้ทุกคนหยุดคิด

ระหว่างวันที่ 9-15 มี.ค. 2026 Strategy (ชื่อเดิม MicroStrategy) ซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 22,337 BTC ในราคาเฉลี่ย $70,194 ต่อเหรียญ ทำให้ปัจจุบันบริษัทถือครอง Bitcoin ทั้งหมด 761,068 BTC คิดเป็นกว่า 3.6% ของ Bitcoin ทั้งหมดที่จะมีอยู่บนโลกนี้ตลอดกาล (21 ล้านเหรียญ) ด้วยต้นทุนรวมกว่า 5.76 หมื่นล้านดอลลาร์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ $75,696 ต่อเหรียญ

ลองเปรียบเทียบกับ Mt. Gox เว็บกระดานเทรดที่ล่มสลายในปี 2014 ตอนล้มละลาย Mt. Gox ถือครอง Bitcoin ราว 200,000 BTC และแค่ข่าวเรื่องการคืนเงินให้เจ้าหนี้ยังทำให้ตลาดสั่นสะเทือนมาจนถึงทุกวันนี้ Strategy ถือ Bitcoin มากกว่า Mt. Gox เกือบ 4 เท่า ถ้าวันหนึ่งบริษัทถูกบังคับให้ขาย แรงกระแทกจะเป็นอย่างไร?

Michael Saylor บนเวทีงาน Bitcoin Conference สวมเสื้อที่มีโลโก้ Bitcoin
Michael Saylor ประธานบริหาร Strategy ผู้ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลกระดับบริษัท ภาพจาก: The Clue Academy (X)

ตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับ BlackRock ซึ่ง iShares Bitcoin Trust (IBIT) ถือครองอยู่ที่ 784,062 BTC ห่างกันแค่ราว 23,000 BTC ด้วยความเร็วในการซื้อของ Saylor ที่เพิ่มกว่า 64,000 BTC แค่ในช่วงต้นปี 2026 เพียงไม่กี่สัปดาห์ Strategy อาจแซงหน้า BlackRock กลายเป็นผู้ถือครอง Bitcoin สถาบันรายใหญ่ที่สุดในโลก

เงินมาจากไหน? โครงสร้างหนี้ที่ซ่อนความเสี่ยง

เงินมาจากไหน? โครงสร้างหนี้ที่ซ่อนความเสี่ยง
ภาพจาก AI

คำถามสำคัญที่ Donald Tam ตั้งข้อสังเกตไว้บน X ว่า “เงินมาจากไหนที่ซื้อ Bitcoin ได้ขนาดนี้? นี่คือกลยุทธ์อัจฉริยะ… หรือการพนันด้วยเลเวอเรจที่รอวันระเบิด?”

คำตอบก็คือ เงินส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากรายได้ของธุรกิจซอฟต์แวร์ แต่มาจากการออกตราสารหนี้และหุ้น การซื้อครั้งล่าสุด 1.57 พันล้านดอลลาร์มาจากการขายหุ้นบุริมสิทธิ์แบบไม่มีกำหนดไถ่ถอน (perpetual preferred shares) ชื่อ STRC มูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ และการขายหุ้นสามัญอีก 400 ล้านดอลลาร์ โดยหุ้น STRC จ่ายเงินปันผลปีละ 11.5%

นอกจากนี้ Strategy ยังใช้ตราสารหนี้แปลงสภาพแบบดอกเบี้ย 0% (zero-interest convertible senior notes) เป็นเครื่องมือระดมทุนหลักอีกทาง จุดที่น่าสังเกตคือ ในเดือน ก.ย. 2024 บริษัทไถ่ถอนหนี้ชุดเดียวที่ใช้ Bitcoin เป็นหลักประกัน ทำให้ปัจจุบันหนี้ทั้งหมดเป็นแบบไม่มีหลักประกัน (unsecured) เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง Bitcoin โดยตรง

ฟังดูเหมือนเรื่องดี แต่มันหมายความว่าถ้าบริษัทไม่สามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือ STRC หรือไม่สามารถ refinance หนี้ที่ครบกำหนดได้ ทางเลือกเดียวก็คือต้อง “ขาย Bitcoin” เพื่อหาเงินมาจ่าย และการขาย Bitcoin 761,068 BTC แม้เพียงบางส่วน ก็จะสร้างแรงกดดันต่อตลาดอย่างมหาศาล

ซื้อ $1.57 พันล้าน แต่ตลาดแทบไม่ขยับ สัญญาณเตือนอะไร?

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ Strategy ซื้อ Bitcoin มูลค่า 1.57 พันล้านดอลลาร์ในราคาเฉลี่ย $70,194 แต่กราฟราคา Bitcoin กลับแสดงให้เห็นว่าตลาดไม่ได้ตอบสนองอย่างแข็งแรง

กราฟ BTCUSD รายสัปดาห์จาก TradingView แสดง EMA 50 ที่ 92,046 และ EMA 200 ที่ 68,270 ราคาปัจจุบันอยู่ที่ราว 64,375
กราฟ BTCUSD รายสัปดาห์แสดงให้เห็นว่าราคา Bitcoin หลุดต่ำกว่า EMA 200 (68,270) และห่างจาก EMA 50 (92,046) อย่างมาก สะท้อนแนวโน้มขาลงที่ชัดเจน ภาพจาก: 4cu83n5 (X)

จากกราฟ BTCUSD รายสัปดาห์ของ TradingView จะเห็นว่าราคา Bitcoin ลงมาอยู่ที่ราว $64,375 ซึ่งต่ำกว่า EMA 200 สัปดาห์ที่อยู่ที่ $68,270 และห่างจาก EMA 50 สัปดาห์ที่ $92,046 อย่างมาก แนวรับสำคัญที่ $60,000 อยู่ไม่ไกล ถ้าหลุดลงไปจะเป็นสัญญาณขาลงที่รุนแรง ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยของ Strategy อยู่ที่ $75,696 หมายความว่า ณ ราคาปัจจุบัน บริษัทกำลังอยู่ในสถานะ “ติดลบ” กับ Bitcoin ที่ถืออยู่

ดูกราฟหุ้น MSTR ก็ไม่ต่างกัน

กราฟหุ้น MSTR Strategy Inc รายสัปดาห์ ราคาร่วงจากจุดสูงสุดกว่า 540 ลงมาที่ 140.56 ลดลง 6.47%
กราฟหุ้น MSTR (Strategy Inc) รายสัปดาห์ ร่วงจากจุดสูงสุดกว่า $540 ในปลายปี 2024 ลงมาเหลือ $140.56 ณ วันที่ 18 มี.ค. 2026 ภาพจาก: Shepard (X)

หุ้น MSTR เคยพุ่งไปแตะจุดสูงสุดกว่า $540 ช่วงปลายปี 2024 แต่ตอนนี้ร่วงลงมาอยู่ที่ $140.56 หายไปกว่า 74% จากจุดสูงสุด แม้ว่า Strategy จะซื้อ Bitcoin เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ราคาหุ้นกลับไม่สะท้อนความมั่นใจของตลาด สิ่งนี้บอกอะไร? มันบอกว่าตลาดเริ่มตั้งคำถามกับโมเดลธุรกิจ “กู้เงินมาซื้อ Bitcoin” ของ Saylor แล้ว

วัฏจักรที่อาจย้อนกลับมาทำร้าย

วัฏจักรที่อาจย้อนกลับมาทำร้าย
ภาพจาก AI

โมเดลของ Saylor ทำงานแบบนี้ ออกหุ้นหรือตราสารหนี้ใหม่ นำเงินไปซื้อ Bitcoin ราคา Bitcoin ขึ้น มูลค่าบริษัทเพิ่ม สามารถออกหุ้นหรือหนี้ได้อีก วนซ้ำ

แต่วัฏจักรนี้ทำงานได้ก็ต่อเมื่อ ราคา Bitcoin ขึ้น ถ้าราคาร่วง ทุกอย่างจะย้อนกลับ มูลค่าบริษัทลด ออกหุ้นใหม่ได้ยากขึ้น (เพราะราคาหุ้นต่ำ) ออกหนี้ใหม่ก็แพงขึ้น (เพราะความเสี่ยงสูง) แต่ภาระหนี้เดิมยังอยู่ เงินปันผล STRC ยังต้องจ่าย

ดูข้อมูลจากอินโฟกราฟิกสรุปตลาด Bitcoin วันที่ 18 มี.ค. 2026 จะเห็นว่า Fear & Greed Index อยู่ที่ 26 หมายถึงตลาดกำลังกลัว ขณะที่ Citigroup เพิ่งปรับลดเป้าราคา Bitcoin 12 เดือนจาก $143,000 เหลือ $112,000 และ Ethereum จาก $4,304 เหลือ $3,175 โดยให้เหตุผลว่ากฎหมายคริปโตสหรัฐฯ คืบหน้าช้ากว่าที่คาด

อินโฟกราฟิก Bitcoin News March 18 2026 แสดง Fear and Greed Index ที่ 26 ราคา Bitcoin $74,214 และข่าวสำคัญรวมถึง Citigroup ลดเป้าราคา
สรุปข่าว Bitcoin วันที่ 18 มี.ค. 2026 แสดง Fear & Greed Index ที่ 26 (Fear) และข่าวสำคัญรวมถึง Citigroup ลดเป้าราคา BTC/ETH ภาพจาก: Oscar Laura (X)

ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้า Bitcoin ร่วงลงไปต่ำกว่า $60,000 ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญในกราฟ ต้นทุนเฉลี่ยของ Strategy ที่ $75,696 จะกลายเป็นตัวเลขขาดทุนที่น่ากลัว และแรงกดดันจากเจ้าหนี้ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์ และนักลงทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ฝ่ายที่ยังเชื่อมั่นใน Saylor พูดอะไร?

ฝ่ายที่ยังเชื่อมั่นใน Saylor พูดอะไร?
ภาพจาก AI

ต้องยอมรับว่ามีอีกมุมหนึ่งที่ฟังดูสมเหตุสมผลเช่นกัน หลายคนมองว่าการที่ Saylor ซื้อ Bitcoin แล้วราคาไม่ขึ้น ไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอ แต่เป็นการ “สะสมเงียบ” ของเงินฉลาด

ผู้ใช้ X รายหนึ่งที่ใช้ชื่อ Patrick Mahomes เขียนว่า “Saylor ซื้อ $1.57 พันล้านแล้วราคาร่วง นั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการสะสมเงียบ ตลาดกำลังโอน BTC จากมือที่อ่อนแอไปสู่มือที่แข็งแกร่งต่อหน้าต่อตาคุณ”

และก็จริงที่ว่าโครงสร้างหนี้ของ Strategy ในปัจจุบันไม่ได้ใช้ Bitcoin เป็นหลักประกันโดยตรง เจ้าหนี้ไม่สามารถบังคับให้ขาย Bitcoin ได้ทันทีแบบ margin call ของเทรดเดอร์ทั่วไป นอกจากนี้ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และ CFTC เพิ่งประกาศว่า BTC, ETH, SOL, XRP และ DOGE ไม่ใช่หลักทรัพย์ ซึ่งลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบไปได้ระดับหนึ่ง

แต่คำถามสำคัญที่ฝ่ายสนับสนุนมักหลีกเลี่ยงก็คือ ถ้าราคา Bitcoin ไม่ขึ้นเป็นเวลานาน ใครจะยอมซื้อหุ้นหรือตราสารหนี้รุ่นใหม่ของ Strategy? และถ้าออกตราสารใหม่ไม่ได้ จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเงินปันผล 11.5% ต่อปี?

ทำไมนักลงทุนไทยต้องใส่ใจเรื่องนี้?

ทำไมนักลงทุนไทยต้องใส่ใจเรื่องนี้?
ภาพจาก AI

นักเทรดคริปโตชาวไทยจำนวนมากมอง Michael Saylor เป็นฮีโร่ เป็นตำนาน Bitcoin เป็นคนที่กล้าเดิมพันทั้งชีวิตกับสิ่งที่เชื่อ แต่การยกย่องใครสักคนจนไม่กล้าตั้งคำถามกับความเสี่ยง นั่นไม่ใช่การลงทุน นั่นคือศรัทธาแบบหลับตา

ผู้ใช้ X ชื่อ Morpheus เขียนไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้า Michael Saylor ขาย Bitcoin ทั้งหมดของเขา ราคาอาจดิ่งกลับไปที่ระดับปี 2019 ซึ่งอยู่ที่ราว $9,000-$10,000” แม้จะเป็นสถานการณ์สุดขั้ว แต่มันชี้ให้เห็นว่าการกระจุกตัวในมือคนเดียวหรือบริษัทเดียวนั้นอันตรายเพียงใด

ลองนึกภาพสถานการณ์ ราคา Bitcoin ร่วงลงไปที่ $50,000 Strategy ต้นทุนเฉลี่ย $75,696 ขาดทุนหนัก หุ้น MSTR ดิ่งลงอีก ออกหุ้นใหม่ไม่ได้ ออกหนี้ใหม่ไม่ได้ แต่ต้องจ่ายเงินปันผล STRC ทุกปี ทางเลือกสุดท้ายคือขาย Bitcoin และ 761,068 BTC ที่ทะลักเข้าตลาด จะไม่ใช่แค่ “ข่าว” มันจะเป็น “หายนะ” ที่ทำให้ Mt. Gox ดูเหมือนเรื่องเล็ก

Bitcoin ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นสินทรัพย์กระจายอำนาจ ไม่มีใครควบคุมได้ แต่ตอนนี้บริษัทเดียวกำลังถือครองกว่า 3.6% ของ supply ทั้งหมด กำลังจะแซงหน้า BlackRock และไม่มีท่าทีจะหยุด นี่คือการกระจายอำนาจจริง ๆ หรือ?

ความเห็นผู้เขียน

ความเห็นผู้เขียน
ภาพจาก AI

ผมไม่ได้บอกว่า Michael Saylor ผิด และผมก็ไม่ได้บอกว่าเขาถูก สิ่งที่ผมกังวลคือ ชุมชนคริปโตไทย (และทั่วโลก) กำลังปฏิบัติกับ Saylor เหมือนเขาเป็นพระเจ้าที่ผิดพลาดไม่ได้ ทุกครั้งที่เขาซื้อ Bitcoin คนก็เฮ “ขาขึ้นมาแน่” แต่ไม่มีใครถามว่า “ถ้าเขาต้องขายล่ะ?”

ผมเคารพในความเชื่อมั่นของ Saylor ที่มีต่อ Bitcoin เขาเดิมพันทุกอย่างกับมัน แต่การเดิมพันทุกอย่างนั่นแหละที่ทำให้มันเป็นจุดเปราะบาง เพราะถ้าทุกอย่างพังขึ้นมา มันจะพังทั้งหมด ไม่ใช่แค่พังบางส่วน

สิ่งที่ทำให้ผมไม่สบายใจที่สุดคือหุ้น MSTR ร่วงจาก $540 เหลือ $140 ขณะที่ Saylor ยังซื้อ Bitcoin ไม่หยุด ตลาดกำลังบอกอะไรบางอย่าง และบางทีเราควรฟัง

สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือ Bitcoin อยู่ ผมไม่ได้แนะนำให้ขาย แต่ผมแนะนำให้เข้าใจว่าตอนนี้ “ตัวแปรที่ใหญ่ที่สุด” ของ Bitcoin ไม่ใช่ Fed ไม่ใช่ ETF ไม่ใช่กฎระเบียบ แต่คือบริษัทเดียวที่ชื่อ Strategy ถ้าวันหนึ่งเพลงหยุด คนที่ไม่มีเก้าอี้นั่งจะเจ็บหนัก

ภาพจาก AI