bitkub-banner

น้ำมันพุ่งกว่า 40% หลังอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์สัญญาส่งเรือรบแต่ยังไม่แน่

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ยังคงมี “ความไม่แน่นอนสูง” ว่าสหรัฐฯ จะส่งกองทัพเรือคุ้มกันเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้จริงตามที่ทรัมป์สัญญาไว้หรือไม่
  • อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับพันธมิตรของสหรัฐฯ มาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงกว่า 40% ในสองสัปดาห์ โดยน้ำมันดิบเบรนต์เคยแตะ $120 ต่อบาร์เรล ก่อนปรับตัวลงมาอยู่ที่ราว $100
  • หลายประเทศพันธมิตร รวมถึงญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเยอรมนี ยังไม่ยืนยันว่าจะส่งเรือรบเข้าร่วม กดดันให้ตลาดการเงินทั่วโลกรวมถึงคริปโตยังอยู่ในโหมดระวังตัว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bearish

ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ตลาดกำลังเผชิญอยู่ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงส่งผลต่อเงินเฟ้อและทำให้ธนาคารกลางมีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ย ซึ่งบีบให้นักลงทุนลดความเสี่ยงในพอร์ตและกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตให้ปรับตัวลง

ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter เมื่อช่วงดึกวันที่ 19 มีนาคม 2569 ตามเวลาไทย Financial Times รายงานว่ายังคงมี “ความไม่แน่นอนสูง” เกี่ยวกับการที่กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเข้าคุ้มกันเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้จริงตามที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ รายงานระบุว่าทรัมป์กำลังสำรวจแผนที่จะบังคับให้เรือสินค้าที่ต้องการการคุ้มกันจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องซื้อประกันภัยที่รัฐบาลสหรัฐฯ หนุนหลัง ครอบคลุมตัวเรือ เครื่องจักร และสินค้า ในขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงไม่คลี่คลาย โดยอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซสำหรับเรือของสหรัฐฯ และพันธมิตรมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569

แผนคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซยังติดหล่ม พันธมิตรไม่ยอมร่วมวง

ทรัมป์ได้เรียกร้องให้ประเทศพันธมิตร ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสมาชิก NATO ส่งเรือรบเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเตือนว่าประเทศ NATO ที่ไม่ให้ความร่วมมืออาจเผชิญ “อนาคตที่เลวร้าย” อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นและออสเตรเลียประกาศแล้วว่าจะไม่ส่งเรือรบเข้าร่วม ขณะที่เยอรมนีแสดงความลังเลต่อการขยายภารกิจทางทะเล Aspides ของสหภาพยุโรปไปยังช่องแคบฮอร์มุซ

ด้านสหรัฐฯ ได้มีการสำรวจแผนให้ DFC (US Development Finance Corporation) ร่วมกับบริษัทประกัน Chubb จัดตั้งโครงการประกันภัยสำหรับเรือที่ต้องการผ่านช่องแคบ โดย DFC เคยประกาศแผนจัดหาการประกันภัยต่อสูงสุดถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อรองรับเรือที่ต้องการผ่านช่องแคบ แต่ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเงื่อนไขการประกันภัยภาคบังคับจะนำมาใช้จริงหรือไม่ สถานการณ์นี้ทำให้ตลาดพลังงานโลกยังคงอยู่ในภาวะตึงเครียด โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์เคยพุ่งสูงแตะกว่า $120 ต่อบาร์เรล ก่อนปรับตัวลงมาอยู่ที่ราว $100 ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับก่อนวิกฤตมาก

อิหร่านล็อกช่องแคบ 20% ของน้ำมันโลกสะดุด

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดในโลก คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของอุปทานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติโลก การที่อิหร่านปิดช่องทางดังกล่าวสำหรับเรือของสหรัฐฯ และพันธมิตรนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 จึงสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อราคาพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันพุ่งขึ้นราว 40% ภายในเพียงสองสัปดาห์

ผู้บัญชาการทหารเรืออิหร่าน อาลีเรซา ทังซีรี แห่ง IRGC ระบุว่าช่องแคบฮอร์มุซ “ไม่ได้ถูกปิดกั้นทางการทหาร” แต่ “อยู่ภายใต้การควบคุม” และยังคงเปิดสำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ ยกเว้นเรือของสหรัฐฯ และพันธมิตร ขณะที่ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โมจตาบา คาเมเนอี ได้ประกาศยืนยันว่าจะยังคงปิดช่องแคบต่อไป สถานการณ์ดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ โดยกองทัพสหรัฐฯ ได้ใช้ระเบิดเจาะบังเกอร์ขนาด 2,270 กิโลกรัมโจมตีฐานขีปนาวุธต่อต้านเรือของอิหร่านบริเวณชายฝั่งใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ

ผลกระทบต่อตลาดคริปโต

ความไม่แน่นอนที่ยังคงยืดเยื้อส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดคริปโต โดย ณ วันที่ 19 มีนาคม 2569 ราคา Bitcoin ดิ่งลงมาอยู่ที่ราว $68,834 ลดลงกว่า 3.48% ขณะที่ Ethereum ร่วงลงมากกว่า 3.50% อยู่ที่ $2,104 สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูงสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า พันธมิตรสหรัฐฯ 12 รายปฏิเสธไม่ส่งเรือรบคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ ดันน้ำมันทะลุ $100 ซึ่งเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ตลาดคริปโตเริ่มปรับตัวลงมาแล้วรอบหนึ่ง และสถานการณ์ล่าสุดที่ยังไม่มีความชัดเจนจากฝั่งสหรัฐฯ ยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดย กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้ขอจัดสรรงบประมาณกว่า $2 แสนล้านสำหรับความขัดแย้งกับอิหร่าน สะท้อนว่าวิกฤตครั้งนี้ยังห่างไกลจากการยุติ


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะแม้ทรัมป์จะประกาศแผนการคุ้มกันออกมา แต่การที่พันธมิตรหลายรายยังไม่ยืนยันการส่งเรือรบ รวมถึงยังมีความไม่ชัดเจนเรื่องโครงการประกันภัย ทำให้ตลาดยังไม่สามารถมองเห็นจุดสิ้นสุดของวิกฤตได้ ประเด็นที่น่าจับตามากที่สุดในสัปดาห์นี้คือว่าประเทศไหนจะเป็นรายแรกที่ยืนยันเข้าร่วมแนวร่วมทางทะเลของสหรัฐฯ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริง ราคาน้ำมันอาจเริ่มปรับตัวลง และนั่นจะเป็นสัญญาณบวกต่อตลาดคริปโตด้วย แต่ถ้ายังคงเงียบอยู่อย่างนี้ ความผันผวนในตลาดคงยังไม่จบง่ายๆ

เครดิตภาพจาก @ramprai