สรุปข่าว
- อิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธใส่นิคมอุตสาหกรรม Ras Laffan ของกาตาร์ สร้างความเสียหายต่อโรงผลิต LNG 2 แห่งและโรงงาน GTL อีก 1 แห่ง ส่งผลให้กำลังผลิต LNG ของกาตาร์หายไปราว 17% หรือประมาณ 12.8 ล้านตันต่อปี
- QatarEnergy อาจประกาศ force majeure ระงับสัญญาส่งออก LNG ระยะยาวนานสูงสุดถึง 5 ปี กระทบลูกค้าหลักอย่างอิตาลี เบลเยียม เกาหลีใต้ และจีน โดยคาดเสียรายได้กว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
- ราคาก๊าซธรรมชาติฟิวเจอร์ยุโรปพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 35% ขณะที่ Bitcoin ร่วงลงกว่า 2.84% สู่ระดับ $69,266 สะท้อนความกังวลของตลาดต่อภาวะช็อกด้านพลังงานระดับโลก
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การหยุดชะงักของการส่งออก LNG ในสัดส่วนขนาดนี้จะกดดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องคงดอกเบี้ยสูงต่อไป หรืออาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ภาวะดังกล่าวจะดึงเม็ดเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท รวมถึงคริปโต อีกทั้งบรรยากาศสงครามในตะวันออกกลางยังทำให้นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและดอลลาร์แทน
เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อกองกำลังอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีนิคมอุตสาหกรรม Ras Laffan ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการส่งออก LNG ของกาตาร์ ตามรายงานจาก Crypto Rover และข้อมูลที่ยืนยันโดย QatarEnergy CEO Saad al-Kaabi ความเสียหายครอบคลุมโรงผลิต LNG 2 ใน 14 แห่งของกาตาร์ รวมถึงโรงงาน gas-to-liquids (GTL) อีก 1 แห่ง ส่งผลให้กำลังผลิตหายไปราว 12.8 ล้านตันต่อปี คิดเป็นประมาณ 17% ของกำลังส่งออก LNG ของกาตาร์ทั้งหมด เนื่องจาก Ras Laffan รับผิดชอบการส่งออก LNG ราว 20% ของโลก การหยุดชะงักครั้งนี้จึงถือเป็นวิกฤตพลังงานระดับโลกอย่างแท้จริง โดยการซ่อมแซมคาดว่าจะใช้เวลา 3-5 ปี
วิกฤต LNG โลก กาตาร์เสี่ยงประกาศระงับสัญญา 5 ปี
ความเสียหายที่เกิดขึ้นหนักหนาพอที่จะทำให้ QatarEnergy ต้องพิจารณาประกาศ force majeure หรือการระงับพันธะตามสัญญาส่งออก LNG ระยะยาว ซึ่งอาจมีผลนานสูงสุดถึง 5 ปี ประเทศที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงได้แก่ อิตาลี เบลเยียม เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งล้วนเป็นผู้นำเข้า LNG รายใหญ่ที่พึ่งพาสัญญาระยะยาวกับกาตาร์ ผลพวงทางการเงินของกาตาร์ประเมินอยู่ที่การสูญเสียรายได้กว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
ตลาดพลังงานตอบรับทันทีด้วยราคาก๊าซธรรมชาติฟิวเจอร์ของยุโรปที่พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 35% หลังมีรายงานความเสียหาย สะท้อนให้เห็นว่าตลาดรับรู้ถึงความร้ายแรงของการขาดแคลนซัพพลายในระยะยาว การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิสราเอลโจมตีโครงสร้างพลังงานของอิหร่านก่อน และอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ รวมถึงกาตาร์ด้วย ทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต เงินเฟ้อและดอกเบี้ยคือตัวร้ายหลัก
Bitcoin ร่วงลง 2.84% มาอยู่ที่ $69,266 ขณะที่ Ethereum ดิ่งกว่า 3.24% สู่ระดับ $2,110 สะท้อนบรรยากาศ risk-off ที่ครอบงำตลาดในขณะนี้ กลไกที่เชื่อมวิกฤตพลังงานเข้ากับตลาดคริปโตมีหลายมิติ ได้แก่ ราคาก๊าซและพลังงานที่พุ่งสูงจะผลักดันให้เงินเฟ้อในยุโรปและเอเชียกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ทำให้ธนาคารกลางต้องคงหรือขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยงระยะยาว นอกจากนั้น ค่าพลังงานที่สูงขึ้นยังกระทบต้นทุนการขุด Bitcoin โดยตรงอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Fed คงดอกเบี้ยตามคาด BTC ร่วง 4% ETH ดิ่งกว่า 5% ตลาดผิดหวังไม่มีสัญญาณลด และ ช่องแคบฮอร์มุซตึงเครียด น้ำมันทะลุ $100 กดดันตลาดคริปโต ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตลาดคริปโตกำลังเผชิญแรงกดดันหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย ความกังวลเพิ่มเติมมาจากรายงานก่อนหน้าว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ขอจัดสรรงบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์เพื่อรับมือกับความขัดแย้งกับอิหร่าน และ QatarEnergy เตรียมประกาศ force majeure สัญญา LNG ซึ่งเป็นสัญญาณว่าวิกฤตครั้งนี้อาจยืดเยื้อ
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้หนักกว่าที่หลายคนคิด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องราคาก๊าซขึ้นชั่วคราว แต่เป็นการสูญเสียซัพพลายระยะยาว 3-5 ปีที่ไม่มีใครเข้ามาแทนได้ง่ายๆ LNG ต้องใช้เวลาหลายปีในการขยายกำลังผลิตใหม่ ยุโรปและเอเชียที่พึ่งพาก๊าซจากกาตาร์จะต้องแย่งซื้อ LNG จากตลาดจรยิ่งขึ้น เงินเฟ้อจึงไม่มีทางลงเร็วๆ นี้ ซึ่งหมายความว่าดอกเบี้ยก็จะสูงต่อไป และนั่นคือปัจจัยที่กดดันคริปโตตลอดระยะเวลาดังกล่าว สิ่งที่ต้องจับตาคือ ประเทศไหนจะตอบสนองต่อ force majeure ของกาตาร์อย่างไร โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้ที่อาจต้องเปิดเจรจาพลังงานฉุกเฉิน และท่าทีของสหรัฐฯ ต่อความขัดแย้งนี้จะรุนแรงแค่ไหน
เครดิตภาพจาก @CryptoRover
