สรุปข่าว
- นักเศรษฐศาสตร์จาก Heritage Foundation ออกมาเตือนว่าสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกากำลังแอบผลักดันการแบนสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางหรือ CBDC ผ่านร่างกฎหมายที่อยู่อาศัยซึ่งเพิ่งผ่านการรับรองจากวุฒิสภา
- ร่างกฎหมายฉบับปัจจุบันกำหนดให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ระงับการออกดอลลาร์ดิจิทัลจนถึงปี 2031 ในขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันกำลังกดดันให้มีการแก้ไขเพื่อแบนอย่างถาวร
- นักวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำดังกล่าวอาจเป็นเพียงการปรับรูปแบบระบบเพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับธนาคารในวอลล์สตรีท ซึ่งสอดคล้องกับความล่าช้าในการพิจารณาร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่ยังคงมีข้อพิพาทเรื่องผลตอบแทนของเหรียญ Stablecoin
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Peter St. Onge จากสถาบัน Heritage Foundation ได้จุดชนวนข้อพิพาททางการเมืองที่ดุเดือดที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการคริปโตเคอร์เรนซีของสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง หลังจากที่เขาได้โพสต์ข้อความแจ้งเตือนผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าสภาคองเกรสกำลังแอบสอดไส้ประเด็นเรื่องสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางหรือ CBDC ลงในร่างกฎหมายที่อยู่อาศัยที่กำลังรอการอนุมัติ โดยเขาระบุว่าสิ่งนี้คือความพยายามที่จะแทนที่เงินดอลลาร์ด้วยโทเคนคริปโตที่ควบคุมโดยรัฐบาลซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไม่ยอมรับ โพสต์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากจนมียอดเข้าชมเกือบสองแสนครั้งภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
ร่างกฎหมายที่ถูกกล่าวถึงคือ 21st Century ROAD to Housing Act ซึ่งเพิ่งผ่านการรับรองจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 89 ต่อ 10 เสียงเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ร่างกฎหมายนี้เป็นชุดการปฏิรูปที่อยู่อาศัยแบบครอบคลุมซึ่งร่างขึ้นโดยวุฒิสมาชิก Tim Scott และ Elizabeth Warren แต่สิ่งที่ถูกซ่อนไว้อยู่ในหมวดที่สิบคือข้อกำหนดที่ห้ามไม่ให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Federal Reserve และธนาคารระดับภูมิภาคออกหรือสร้างดอลลาร์ดิจิทัล หรือสินทรัพย์ใดๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกันจนถึงปี 2031 การใส่ข้อกำหนดนี้ลงไปไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เนื่องจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมในสภาผู้แทนราษฎรได้ผลักดันให้ฝังเนื้อหาต่อต้าน CBDC ไว้เพื่อเป็นเงื่อนไขในการประนีประนอมแบบรวบยอด ซึ่งช่วยให้นโยบายสกุลเงินดิจิทัลสามารถคืบหน้าได้โดยไม่ต้องร่างกฎหมายแยกต่างหาก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ได้สร้างความแตกแยกอย่างชัดเจน ในขณะที่ร่างของวุฒิสภากำหนดเวลาแบนถึงปี 2031 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันบางส่วนกำลังผลักดันให้มีการแบนอย่างถาวร โดยให้เหตุผลว่าการจำกัดเวลาเป็นเพียงการผลักภาระปัญหาออกไปสู่อนาคต ในทางกลับกัน นักวิจารณ์จากฝั่งซ้ายมองว่าข้อกำหนดนี้ไม่ควรอยู่ในกฎหมายที่อยู่อาศัย ขณะที่นักวิเคราะห์อิสระบนโซเชียลมีเดียตั้งข้อสังเกตว่านักการเมืองไม่ได้ต้องการแบน CBDC อย่างแท้จริง แต่เป็นการออกแบบระบบใหม่เพื่อรักษาอำนาจการควบคุมและเปลี่ยนเส้นทางผลประโยชน์ให้ไหลผ่านธนาคารพาณิชย์ในวอลล์สตรีทแทน
การต่อสู้เรื่อง CBDC ในร่างกฎหมายที่อยู่อาศัยนี้เกิดขึ้นคู่ขนานไปกับความขัดแย้งในร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งเป็นกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังติดหล่มอยู่ในวุฒิสภาจากประเด็นเรื่องผลตอบแทนของเหรียญ Stablecoin ก่อนหน้านี้กระดานเทรดอย่าง Coinbase ได้ถอนการสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับร่างเนื่องจากมีข้อความที่สั่งห้ามการจ่ายผลตอบแทนแบบพาสซีฟบน Stablecoin ซึ่งทางแพลตฟอร์มมองว่าเป็นเงื่อนไขที่แย่กว่าสถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทางด้านวุฒิสมาชิก Cynthia Lummis ได้ออกมาระบุว่าข้อตกลงเรื่องผลตอบแทนและกลไกการเงินแบบกระจายศูนย์ใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว โดยมองว่าเดือนเมษายน 2026 จะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการผลักดันกฎหมายนี้
สำหรับบริบทในประเทศไทย การที่สหรัฐอเมริกามีท่าทีต่อต้านการออก CBDC อย่างชัดเจนและหันไปเปิดทางให้กับ Stablecoin ของภาคเอกชนแทน อาจเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำลังศึกษาและทดสอบระบบ Retail CBDC อยู่ในขณะนี้ หากทิศทางของโลกการเงินมุ่งไปที่แพลตฟอร์มเอกชนอย่าง USDC หรือ USDT กระดานเทรดชั้นนำของไทยอย่าง Bitkub อาจต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตของปริมาณการทำธุรกรรมด้วยเหรียญ Stablecoin ข้ามพรมแดนที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ ทิศทางของดอลลาร์ดิจิทัลยังมีผลโดยตรงต่อความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งนักลงทุนคริปโตชาวไทยจำเป็นต้องนำมาคำนวณประกอบการวางแผนเพื่อเตรียมรับมือกับการประเมินภาษีคริปโตประจำปีภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่กำลังจับตาดูพัฒนาการของตลาดอย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องนักลงทุนรายย่อย
ที่มา: crypto.news
การนำประเด็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับประเทศอย่าง CBDC ไปซ่อนไว้ในร่างกฎหมายที่อยู่อาศัยสะท้อนให้เห็นถึงเกมการเมืองในสภาคองเกรสที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง การกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นว่านักการเมืองสหรัฐฯ กำลังพยายามใช้ทุกช่องทางเพื่อผลักดันวาระซ่อนเร้นของตนเองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการแบนชั่วคราวหรือถาวร สิ่งที่ตลาดคริปโตทั่วโลกต้องเตรียมรับมือคือการเปิดพื้นที่ให้กับเหรียญ Stablecoin ของภาคเอกชน ซึ่งจะกลายมาเป็นผู้เล่นหลักที่กำหนดทิศทางของระบบนิเวศการเงินดิจิทัลระดับโลกในยุคถัดไป
