bitkub-banner

Saylor ชวนซาอุฯ ทุ่ม $941,000 ล้านซื้อ Bitcoin ทั้งหมด ถ้าเกิดขึ้นจริงจะเกิดอะไร

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Michael Saylor ประธาน Strategy ชักชวนกองทุน PIF ของซาอุดีอาระเบีย (สินทรัพย์ 9.41 แสนล้านดอลลาร์) ให้ซื้อ Bitcoin ซึ่งในทางทฤษฎีสามารถกว้านซื้อได้กว่า 65% ของอุปทาน BTC ทั้งโลก
  • กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหลายแห่ง เช่น นอร์เวย์ และอาบูดาบี เริ่มถือ Bitcoin ทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้ว แสดงว่าแนวโน้มนี้กำลังเกิดขึ้นจริง
  • การรวมศูนย์การถือครอง Bitcoin ในมือรัฐบาลเดียวอาจทำลายปรัชญาการกระจายอำนาจของ Bitcoin และทำให้นักลงทุนรายย่อยทั่วโลกอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐน้ำมัน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  NEUTRAL

แม้การเข้ามาของกองทุนระดับชาติจะดันราคา Bitcoin ขึ้นในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงจากการรวมศูนย์การถือครองอาจบ่อนทำลายคุณค่าพื้นฐานของ Bitcoin ในระยะยาว ผลกระทบต่อราคายังอยู่ในเกณฑ์ Neutral เพราะสถานการณ์นี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด

ลองจินตนาการว่าประเทศเดียวเป็นเจ้าของ Bitcoin กว่า 65% ของทั้งโลก ฟังดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าคำนวณตัวเลขจริง ๆ สิ่งที่ Michael Saylor ประธาน Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) บอกกับสื่อซาอุดีอาระเบียว่า “อยากให้เงินโตพันเท่า ก็ซื้อ Bitcoin” นั้นอาจพาไปสู่สถานการณ์ที่น่ากลัวกว่าที่ชาวคริปโตคิด

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย (Public Investment Fund หรือ PIF) มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการราว 9.41 แสนล้านดอลลาร์ ณ ต้นปี 2026 ขณะที่ Bitcoin มีอุปทานหมุนเวียนอยู่ราว 20 ล้าน BTC และราคา ณ วันที่ 28 มี.ค. 2026 อยู่ที่ประมาณ $71,358 ต่อเหรียญ หมายความว่าถ้า PIF เทเงินทั้งหมดเข้ามาซื้อ Bitcoin ในทางทฤษฎีพวกเขาสามารถกว้านซื้อได้ราว 13.18 ล้าน BTC หรือคิดเป็นกว่า 65% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมด

ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากการเดา แต่มาจากการหารง่าย ๆ ของเงินกองทุนหารด้วยราคา Bitcoin ปัจจุบัน แม้ในทางปฏิบัติจะเป็นไปไม่ได้ที่จะซื้อได้ในราคานี้ เพราะยิ่งซื้อมากราคายิ่งพุ่ง แต่ภาพรวมที่ Saylor พยายามขายอยู่นั้นเปิดเผยช่องโหว่สำคัญของ Bitcoin ที่ไม่มีใครอยากพูดถึง

Saylor บอกอะไรกับซาอุดีอาระเบียบ้าง

Saylor บอกอะไรกับซาอุดีอาระเบียบ้าง
ภาพจาก AI

ย้อนกลับไปเมื่อ 8 พ.ค. 2025 Michael Saylor ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์แห่งชาติซาอุดีอาระเบีย โดยพูดตรง ๆ ว่า “ถ้าคุณอยากให้เงินโตพันเท่า ก็ซื้อ Bitcoin” ต่อมาเมื่อ 8 ธ.ค. 2025 Saylor อ้างว่าเขาได้พบกับ “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติทุกแห่งในตะวันออกกลาง” เพื่อโปรโมทโครงสร้างทางการเงินที่มี Bitcoin เป็นแกนกลาง และล่าสุดเมื่อ 10 ก.พ. 2026 เขาออกรายการโทรทัศน์ตะวันออกกลางอีกครั้ง นำเสนอสูตร “สินเชื่อ 1.4% สำหรับปรับงบดุล” ที่ออกแบบมาให้บริษัทสะสม Bitcoin ได้ตลอดไป

จากนั้นเมื่อ 27 มี.ค. 2026 Astik Mondal รายงานว่า Saylor ให้สัมภาษณ์กับ CNBC โดยระบุว่า “Strategy สามารถจ่ายปันผลหุ้นบุริมสิทธิ์ STRC ได้ตลอดไป” และ “เรานั่งอยู่บน Bitcoin มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์” โดย Saylor ย้ำว่าเขาจะไม่ขาย Bitcoin เลย ข้อมูลจริง ณ วันที่ 23 มี.ค. 2026 Strategy ถือครอง Bitcoin ทั้งหมด 762,099 BTC ด้วยต้นทุนราว 5.77 หมื่นล้านดอลลาร์

ตัวเลข 65% ที่ทำลายความฝันเรื่องการกระจายอำนาจ

ตัวเลข 65% ที่ทำลายความฝันเรื่องการกระจายอำนาจ
ภาพจาก AI

หัวใจของ Bitcoin คือการกระจายอำนาจ ไม่มีใครควบคุมเครือข่ายได้คนเดียว ไม่มีรัฐบาลไหนสั่งแช่แข็งบัญชีได้ นี่คือเหตุผลที่ Satoshi Nakamoto สร้างมันขึ้นมา แต่ลองคิดดูว่าถ้ารัฐบาลเผด็จการรัฐเดียวถือครอง Bitcoin มากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลก จะเกิดอะไรขึ้น

ด้วยเงิน 9.41 แสนล้านดอลลาร์ของ PIF ที่ราคา $71,358 ต่อ BTC ซาอุดีอาระเบียสามารถซื้อได้ราว 13.18 ล้าน BTC คิดเป็น 65.93% ของอุปทานหมุนเวียน (20 ล้าน BTC) หรือ 62.79% ของอุปทานสูงสุด (21 ล้าน BTC) ตัวเลขนี้สูงกว่าที่หลายคนคาดการณ์มาก เพราะบางสำนักวิเคราะห์ประเมินไว้แค่ 40-50% แต่ข้อเท็จจริงคือมันมากกว่านั้น

แน่นอนว่าในทางปฏิบัติ การซื้อ Bitcoin จำนวนมหาศาลขนาดนี้จะทำให้ราคาพุ่งสูงจนไม่สามารถซื้อได้มากถึง 65% จริง เพราะสภาพคล่องในตลาดไม่เพียงพอ และยังมี Bitcoin จำนวนมากที่เจ้าของไม่ยอมขาย แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่ามันจะเกิดขึ้นจริง 100% หรือไม่ ประเด็นอยู่ที่ว่า “ทฤษฎีเกม” ที่ชาว Bitcoin เฉลิมฉลองกันนั้นมีด้านมืดที่ร้ายแรง

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติกำลังเข้ามาจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่จินตนาการคือ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติหลายแห่งเริ่มถือ Bitcoin แล้ว

กองทุนบำเหน็จบำนาญของนอร์เวย์ (Government Pension Fund Global) ซึ่งจัดการสินทรัพย์เกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ มีการถือครอง Bitcoin ทางอ้อมผ่านหุ้นของบริษัทที่ถือ Bitcoin เช่น Strategy, Coinbase, MARA Holdings, Block และ Metaplanet โดย ณ สิ้นปี 2025 กองทุนนี้มีการถือครอง Bitcoin ทางอ้อม 9,573 BTC มูลค่าราว 837 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มเป็น 11,400 BTC ภายในเดือน ส.ค. 2025

ฝั่งอาบูดาบียิ่งน่าจับตา เมื่อเดือน พ.ย. 2025 มีรายงานว่า Abu Dhabi Investment Council (ADIC) เพิ่มการถือครอง Bitcoin ETF ของ BlackRock (iShares Bitcoin Trust หรือ IBIT) เป็นเกือบ 8 ล้านหุ้น มูลค่าราว 518 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Mubadala บริษัทแม่ของ ADIC ก็ถือ IBIT อีก 8.7 ล้านหุ้น มูลค่า 567 ล้านดอลลาร์ รวมแล้ว ณ สิ้นปี 2025 กองทุนของอาบูดาบีถือ IBIT มูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

Brad Garlinghouse CEO ของ Ripple ให้สัมภาษณ์ในงาน FII Priority ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย
ภาพ Brad Garlinghouse CEO ของ Ripple ให้สัมภาษณ์ในงาน FII Priority ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย แสดงให้เห็นว่ากองทุน PIF เริ่มเข้ามามีบทบาทในวงการคริปโตมากขึ้น (X)

ภาพจากงาน FII Priority เมื่อ 25-27 มี.ค. 2026 ที่ไมอามี แสดงให้เห็นว่ากองทุน PIF ของซาอุดีอาระเบียเป็นผู้สนับสนุนงานนี้โดยตรง และ CEO ของบริษัทคริปโตรายใหญ่อย่าง Ripple ก็มาร่วมพูดคุยในงาน สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของตะวันออกกลางกับอุตสาหกรรมคริปโตนั้นลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคิด

ด้านมืดของทฤษฎีเกมระดับประเทศ

ด้านมืดของทฤษฎีเกมระดับประเทศ
ภาพจาก AI

ชุมชน Bitcoin มักเฉลิมฉลองทุกครั้งที่รัฐบาลหรือกองทุนระดับชาติเข้ามาซื้อ Bitcoin เพราะมันหมายถึง “ความน่าเชื่อถือ” และ “การยอมรับ” แต่ไม่มีใครถามว่าถ้ารัฐบาลเผด็จการรัฐเดียวถือ Bitcoin มากกว่าครึ่ง มันจะยังเป็น “เงินของประชาชน” อยู่หรือ

ลองนึกภาพสถานการณ์เหล่านี้

ประการแรก การกดดันราคา ถ้าซาอุดีอาระเบียถือ Bitcoin เป็นสัดส่วนใหญ่ แค่ข่าวลือว่าจะขายก็สามารถทำให้ราคาร่วงได้ทันที นักลงทุนรายย่อยทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทย จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียกำหนด ไม่ต่างจากที่ OPEC ควบคุมราคาน้ำมัน

ประการที่สอง อาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่นเดียวกับที่ซาอุดีอาระเบียเคยใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง Bitcoin ก็อาจถูกใช้ในแบบเดียวกัน ประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของซาอุดีอาระเบียอาจถูกข่มขู่ด้วยการเทขาย Bitcoin จำนวนมหาศาล

ประการที่สาม การทำลายตลาดเสรี เมื่อผู้เล่นรายเดียวถือสินทรัพย์มากกว่าครึ่ง กลไกตลาดเสรีก็หยุดทำงาน ราคาจะไม่สะท้อนอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริง แต่สะท้อนความต้องการของผู้ถือครองรายใหญ่ที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญหลายรายเตือนว่า ถ้ารัฐบาลสะสม Bitcoin จำนวนมาก จะทำให้อุปทานขาดแคลน จำกัดการเข้าถึงของนักลงทุนรายย่อย และอาจรวมศูนย์การควบคุม ซึ่งขัดกับปรัชญาดั้งเดิมของ Bitcoin โดยสิ้นเชิง ขณะเดียวกันก็มีบางฝ่ายแย้งว่าการที่รัฐบาลเข้ามาถือ Bitcoin จะเพิ่มความน่าเชื่อถือ และถ้าหลายประเทศเข้ามาพร้อมกันก็จะเป็นการถ่วงดุลกันเอง แต่คำถามคือ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศแรกที่เข้ามานั้น “เร็วกว่า” คนอื่นมากจนกลายเป็นผู้ครองตลาดไปแล้ว

ผลกระทบต่อนักลงทุนคริปโตไทย

ผลกระทบต่อนักลงทุนคริปโตไทย
ภาพจาก AI

สำหรับนักลงทุนคริปโตชาวไทย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ตลาดคริปโตไทยมีมูลค่าเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดโลก ถ้ากองทุนขนาด 9.41 แสนล้านดอลลาร์เข้ามาซื้อ Bitcoin จำนวนมหาศาล ราคาจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงจนนักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้ยากขึ้น แล้วถ้าวันหนึ่งกองทุนนั้นตัดสินใจขาย ราคาก็จะร่วงลงจนพอร์ตของนักลงทุนไทยพังทลาย

ปัจจุบัน Bitcoin มีราคาอยู่ที่ราว $71,358 แล้ว ลองนึกภาพว่าถ้า PIF เริ่มสะสม Bitcoin อย่างเป็นระบบ ราคาอาจพุ่งไปเป็นแสนหรือหลายแสนดอลลาร์ นักลงทุนไทยที่เข้ามาทีหลังก็จะต้องซื้อในราคาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความเสี่ยงที่ราคาจะถูกบิดเบือนจากผู้เล่นรายเดียวก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

ที่สำคัญกว่านั้น หนึ่งในเหตุผลที่คนไทยหลายคนหันมาถือ Bitcoin คือต้องการสินทรัพย์ที่ “ไม่มีใครควบคุมได้” แต่ถ้าสินทรัพย์นั้นถูกครอบครองโดยรัฐน้ำมันรัฐเดียวเป็นส่วนใหญ่ มันก็ไม่ต่างจากการย้ายจากระบบธนาคารกลางหนึ่งไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐบาลอีกรัฐหนึ่ง

Saylor กำลังเล่นเกมอะไร

Saylor กำลังเล่นเกมอะไร
ภาพจาก AI

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า Michael Saylor ไม่ใช่คนที่พูดเพื่อสาธารณประโยชน์ เขาคือผู้ถือ Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในภาคเอกชน โดย Strategy ถือครอง 762,099 BTC มูลค่าราว 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ทุกครั้งที่เขาชักชวนให้คนซื้อ Bitcoin ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล บริษัท หรือนักลงทุนรายย่อย เขาก็กำลังทำให้ทรัพย์สินของตัวเองมีมูลค่ามากขึ้น

Saylor เคยกล่าวในรายการ CNBC เมื่อ 10 ก.พ. 2026 ว่า Strategy มี “ปันผล Bitcoin เพียงพอสำหรับ 50 ปี” และ “เงินสดเพียงพอสำหรับ 2 ปีครึ่ง” ซึ่งหมายความว่าเขาไม่มีแรงจูงใจที่จะขาย Bitcoin เลย ยิ่งมีคนซื้อมากขึ้น ทรัพย์สินของเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

การไปชักชวนกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของตะวันออกกลางจึงเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดสำหรับ Saylor แต่อาจเป็นหายนะสำหรับปรัชญาดั้งเดิมของ Bitcoin มันเหมือนกับการเชิญนักล่าเข้ามาในเขตอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยบอกว่า “มาเลย ที่นี่มีสัตว์เยอะ” โดยไม่สนว่าเมื่อนักล่าเข้ามาแล้ว ระบบนิเวศทั้งหมดจะเปลี่ยนไปอย่างไร

สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ ยังไม่มีหลักฐานว่า PIF ของซาอุดีอาระเบียมีแผนจะซื้อ Bitcoin จริง ๆ ไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการจาก PIF เรื่องนี้ Saylor เป็นฝ่ายเสนอข้างเดียว แต่ข้อเท็จจริงที่ว่างาน FII Priority ซึ่งสนับสนุนโดย PIF มีผู้นำในวงการคริปโตเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็บอกให้รู้ว่าความสัมพันธ์นี้กำลังลึกซึ้งขึ้น


ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ชุมชน Bitcoin ไม่อยากเผชิญ ทุกคนพูดเรื่อง “ทฤษฎีเกมระดับประเทศ” ว่ามันจะทำให้ Bitcoin เป็นที่ยอมรับมากขึ้น แต่ไม่มีใครพูดถึงว่าถ้ารัฐบาลเผด็จการเข้ามาก่อน มันจะเปลี่ยน Bitcoin จาก “เงินของประชาชน” เป็น “อาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์” ภายในพริบตา

ผมไม่ได้บอกว่า Bitcoin จะล้มเหลว ตรงกันข้าม ผมคิดว่า Bitcoin ยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ทรงพลัง แต่เราต้องยอมรับว่ามัน “กระจายอำนาจ” เฉพาะในแง่เทคนิคเท่านั้น ในแง่การถือครอง มันกำลังรวมศูนย์มากขึ้นเรื่อย ๆ Strategy ถือ 762,099 BTC นอร์เวย์ถือทางอ้อมกว่า 11,000 BTC อาบูดาบีถือผ่าน ETF กว่า 1 พันล้านดอลลาร์ แล้วถ้าซาอุดีอาระเบียเข้ามาจริง ๆ ล่ะ

สำหรับนักลงทุนไทย ผมอยากให้ตั้งคำถามทุกครั้งที่เห็นข่าว “รัฐบาล X กำลังจะซื้อ Bitcoin” ว่า นี่คือข่าวดีจริง ๆ หรือเป็นแค่สัญญาณว่าสินทรัพย์ที่เราถืออยู่กำลังถูกดึงเข้าสู่เกมภูมิรัฐศาสตร์ที่เราไม่มีทางควบคุมได้ เราอาจกำลังเฉลิมฉลองวันที่ Bitcoin ตายในฐานะ “เงินกระจายอำนาจ” โดยไม่รู้ตัว

ไม่ได้หมายความว่าต้องขาย Bitcoin ทิ้ง แต่หมายความว่าต้องเข้าใจว่าเกมนี้กำลังเปลี่ยนไป และคนที่ไม่เข้าใจเกมที่กำลังเล่นอยู่ มักจะเป็นคนที่แพ้เสมอ

เครดิตภาพจาก @TimKotzman