สรุปข่าว
- Ethereum Foundation นำเหรียญไป Stake เพิ่มอีก $93 ล้าน ทำให้ยอดรวมพุ่งแตะ $143 ล้าน หรือราวๆ 69,500 ETH ซึ่งเข้าใกล้เป้าหมาย 70,000 ETH ที่เคยประกาศไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์
- การนำเหรียญไป Stake จะช่วยสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 2.7% – 3.8% ต่อปี ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นทุนสนับสนุนการวิจัยและการดำเนินงานต่างๆ โดยลดความจำเป็นในการเทขายเหรียญออกสู่ตลาด
- กลยุทธ์นี้ช่วยแก้ปัญหาเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในอดีตเรื่องการเทขายเหรียญเพื่อกดดันราคาตลาด อย่างไรก็ตามทางมูลนิธิยังมี ETH ที่นอนว่างอยู่อีกกว่า 100,000 ETH ซึ่งต้องจับตาดูว่าจะมีการขยายโควตาการ Stake เพิ่มเติมหรือไม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ Ethereum Foundation เลือกที่จะนำเหรียญไป Stake แทนการเทขายเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย ถือเป็นการลด Sell pressure ในตลาดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเป็นการดึงอุปทานหมุนเวียนออกจากระบบเพื่อนำไปล็อคไว้ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลดีต่อโครงสร้างราคาและเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับมาได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มูลนิธิมักจะถูกวิจารณ์เรื่องพฤติกรรมการเทขายเหรียญจนกดดันราคามาโดยตลอด
ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Arkham เผยว่า Ethereum Foundation ได้นำ $ETH มูลค่าราว $93 ล้านไป Stake เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยแบ่งโอนเป็นหลายๆ ธุรกรรม การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้ยอดรวมของเหรียญที่นำไป Stake พุ่งขึ้นเป็นประมาณ $143 ล้าน และใกล้จะบรรลุเป้าหมายการ Stake ที่ 70,000 $ETH ตามที่เคยประกาศไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์

การฝากเหรียญรวม 45,034 $ETH ครั้งล่าสุดนี้ ถูกแบ่งออกเป็นก้อนละ 2,047 $ETH (มูลค่าประมาณ $4.23 ล้านต่อก้อน) และถูกส่งตรงจากกระเป๋า Multisig ของมูลนิธิไปยัง Deposit contract ของ Eth2 Beacon Chain
หากคำนวณจากราคา $ETH ที่ระดับ $2,059 ยอด Stake รวม $143 ล้านจะคิดเป็นจำนวนเหรียญประมาณ 69,500 $ETH ซึ่งแทบจะครบตามโควตา 70,000 $ETH ที่วางไว้ ทางมูลนิธิได้ทยอยสะสมยอดมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เริ่มจากก้อนแรก 2,016 $ETH และเพิ่งเติมเข้าไปอีกราวๆ 20,470 $ETH เมื่อวันจันทร์ ก่อนที่ล็อตล่าสุดในวันพฤหัสบดีจะเข้ามาเติมเต็มโควตาที่เหลือแบบรวดเดียวจบ
เมื่อไปส่องดู Portfolio ของมูลนิธิผ่าน Arkham จะพบว่าพวกเขามีสินทรัพย์รวมประมาณ $270.9 ล้าน กระจายอยู่ใน 14 Address โดยมี $ETH เป็นสินทรัพย์หลักที่ถือครองอยู่ราวๆ 102,400 $ETH (มูลค่า $210.9 ล้าน) ส่วนที่เหลือจะเป็นสินทรัพย์ย่อยๆ อย่าง USDC, BNB และ Bitcoin อีกเล็กน้อย
การสร้าง Yield Income
การ Stake คือกระบวนการล็อค Cryptocurrency ไว้เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับ Blockchain แลกกับผลตอบแทนที่จะได้รับกลับมา อารมณ์คล้ายๆ กับการซื้อพันธบัตรปล่อยกู้ให้รัฐบาลเพื่อกินดอกเบี้ย
ด้วยอัตราผลตอบแทนปัจจุบัน Position นี้จะสร้างรายได้ประมาณ $3.9 ล้าน ถึง $5.4 ล้านต่อปี จากเรท APY ที่ 2.7% – 3.8% ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับสถาบัน และถ้ารวมระบบ MEV-boost เข้าไปด้วย ผลตอบแทนก็อาจจะขยับสูงขึ้นได้อีก แม้ว่าตัวเลขนี้จะดูน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของมูลนิธิที่ปกติจะตกอยู่ราวๆ $100 ล้านต่อปี แต่มันก็ช่วยเปลี่ยนสินทรัพย์ที่นอนนิ่งๆ ให้กลายเป็นแหล่งผลิตเงินสดได้โดยไม่ต้องเทขาย $ETH ทิ้ง
ทำไมต้อง Stake?
Ethereum Foundation กำลังนำ $ETH ไปต่อยอดผ่านการ Stake เพื่อรับผลตอบแทนมาใช้เป็นทุนสำหรับการวิจัย การให้ทุนสนับสนุน และการดำเนินงานต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องขายเหรียญ วิธีนี้ช่วยสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืนในระยะยาว และเข้ามาแทนที่โมเดลเก่าที่มูลนิธิต้องคอยเทขาย $ETH ออกมาจนไปกดดัน Valuation ของโปรเจกต์ ซึ่งประเด็นนี้เองที่ทำให้พวกเขาโดนวิจารณ์อย่างหนักมาตลอดช่วงปี 2024 จนถึงต้นปี 2025
แม้การ Stake จะช่วยสร้าง Yield แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้ไม่ต้องขายเหรียญอีกเลยแบบ 100% ในขณะเดียวกัน การทำยอดทะลุเป้า 70,000 $ETH ก็ไม่ได้หมายความว่าการ Stake จะจบลงแค่นี้ เพราะมูลนิธิยังมี $ETH ที่นอนว่างอยู่อีกกว่า 100,000 $ETH ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่าพวกเขาจะขยายโปรแกรมการ Stake หรือจะเก็บส่วนที่เหลือไว้เป็นสภาพคล่องสำรอง
ทั้งนี้ ราคา $ETH มีการซื้อขายอยู่ที่ระดับ $2,059 ในช่วงที่มีการโอนเหรียญ ซึ่งปรับตัวลดลงมาประมาณ 4.3% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ที่มา: arkham
มุมมองส่วนตัวผมมองว่าการตัดสินใจของ Ethereum Foundation รอบนี้คือการแก้เกมที่ฉลาดมากครับ เพราะช่วงปีที่ผ่านมาพอราคาทำท่าจะขึ้นทีไร มูลนิธิก็ชอบโอนเหรียญไปเข้ากระดานเทรดเพื่อเตรียมเทขายเอาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายทุกที ทำเอานักลงทุนพากันเซ็งและเสียความมั่นใจไปตามๆ กัน การเอาเหรียญมาล็อค Stake ไว้เพื่อกิน Yield แบบนี้ช่วยลด Sell pressure หน้ากระดานไปได้เยอะมาก แม้รายได้จาก Yield อาจจะยังไม่พอครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะถือเหรียญยาวๆ เพื่อสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งขึ้น ถือเป็น Signal เชิงบวกที่สายถือยาวน่าจะชื่นใจขึ้นมาได้บ้างครับ
