bitkub-banner

แพลตฟอร์มอีเมล Web3 Dmail ประกาศปิดตัว เหตุแบกต้นทุนไม่ไหว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • แพลตฟอร์มอีเมลแบบกระจายศูนย์ Dmail Network เตรียมยุติการให้บริการทั้งหมดในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ หลังจากเปิดดำเนินการมานานกว่า 5 ปี โดยแนะนำให้ผู้ใช้งานเร่งส่งออกข้อมูลก่อนที่โหนดทั้งหมดจะถูกปิดตัวลงอย่างถาวร
  • สาเหตุหลักของการปิดตัวมาจากแบกรับต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สูงเกินไป ประกอบกับล้มเหลวในการระดมทุนรอบใหม่และไม่สามารถหาโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้หล่อเลี้ยงแพลตฟอร์มได้จริง
  • ราคาโทเคน DMAIL ร่วงดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ทันทีหลังการประกาศปิดตัว สะท้อนให้เห็นถึงจุดจบของโปรเจกต์ Web3 ที่มีผู้ใช้งานเยอะแต่ขาด Use case และระบบเศรษฐศาสตร์ที่ยั่งยืน

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish

การประกาศปิดตัวอย่างเป็นทางการทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในโทเคน DMAIL พังทลายลงจนหมดสิ้น ส่งผลให้เกิดแรงเทขายอย่างหนักหน่วงจนราคาร่วงลงทำ All-Time Low โดยไม่มีแนวรับใดๆ สามารถต้านทานได้ เนื่องจากโปรเจกต์กำลังจะปิดตัวลงและจะไม่มีการนำโทเคนไปใช้งานใดๆ อีกต่อไป

Dmail Network แพลตฟอร์มอีเมลแบบกระจายศูนย์ประกาศปิดตัวลงอย่างเป็นทางการหลังจากเปิดให้บริการมานานถึง 5 ปี โดยให้เหตุผลเรื่องต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สูงลิ่ว การสร้างรายได้ที่อ่อนแอ ความล้มเหลวในการระดมทุน และประโยชน์การใช้งานของโทเคนที่จำกัด

ทางแพลตฟอร์มระบุว่าจะเริ่มทยอยยุติการให้บริการทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคมเป็นต้นไป พร้อมทั้งเร่งให้ผู้ใช้งานทำการส่งออกข้อมูลของตนเองก่อนถึงกำหนดเวลาดังกล่าว เนื่องจากหลังจากนั้นโหนดทั้งหมดจะถูกปิดตัวลง ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงอีเมลและบัญชีผู้ใช้งานได้อีกต่อไป

ที่ผ่านมา Dmail Network วางตำแหน่งตัวเองเป็นแพลตฟอร์มการสื่อสารบนโลก Web3 ที่เน้นการใช้อีเมลแบบกระจายศูนย์ที่ผูกกับกระเป๋าเงินคริปโต การส่งข้อความแบบเข้ารหัส และระบบการแจ้งเตือนแบบ On-chain โดยในช่วงเดือนมกราคมปี 2025 ข้อมูลจาก DappRadar เคยจัดอันดับให้ Dmail เป็นแอปพลิเคชัน AI DApp อันดับสองของตลาด ด้วยยอดผู้ใช้งานสูงถึง 4.9 ล้าน Unique active wallets ในเดือนนั้น แต่ท้ายที่สุดยอดผู้ใช้งานที่เยอะก็ไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงโปรเจกต์ที่มีโครงสร้างพื้นฐานหนักอึ้งเอาไว้ได้ เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาขาดทุนและการระดมทุนที่ล้มเหลว

Dmail ชี้แจงว่าระบบเศรษฐศาสตร์ของการรันแพลตฟอร์มสื่อสารแบบกระจายศูนย์นั้นยากเกินกว่าจะรักษาไว้ได้ ในจดหมายประกาศปิดตัว บริษัทเปิดเผยว่าต้นทุนด้าน Bandwidth พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และการประมวลผล ได้กลืนกินงบประมาณก้อนโตไปจนหมด และรายจ่ายเหล่านี้ก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวเมื่อจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น แม้บริษัทจะพยายามสำรวจโมเดลการเก็บเงินและเส้นทางการสร้างรายได้แบบต่างๆ แล้ว แต่ก็ไม่สามารถหาโมเดลธุรกิจที่ผู้ใช้งานยอมจ่ายเงินสนับสนุนในสเกลระดับใหญ่ได้เลย

นอกจากนี้ สภาพตลาดที่ย่ำแย่ลงยิ่งเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ ทางทีมงานเผยว่าการระดมทุนหลายรอบล้มเหลวไม่เป็นท่า ความพยายามในการเสนอขายกิจการก็พังทลาย และเงินทุนที่มีอยู่ก็ร่อยหรอจนเกือบหมดเกลี้ยง การลาออกของพนักงานหลักหลายคนทำให้ทีมที่เหลืออยู่ไม่สามารถดูแลรักษาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่อไปได้

ที่สำคัญไปกว่านั้น ทางทีมยอมรับว่าโทเคนของโปรเจกต์ไม่เคยถูกนำไปสร้าง Use case ที่ชัดเจนและนำไปใช้งานได้จริงในสเกลใหญ่เลย และการออกแบบ Tokenomics ก็ล้มเหลวในการสร้างระบบนิเวศน์ที่หมุนเวียนได้ด้วยตัวเอง หลังจากการประกาศข่าวร้ายนี้ ราคาโทเคนของ Dmail Network ก็ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดตลอดกาลที่ระดับ $0.0002067 ทันที อ้างอิงข้อมูลจาก CoinGecko

การปิดตัวของ Dmail ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงคลื่นแห่งการล้มหายตายจากของโปรเจกต์ในโลก Web3 ที่กำลังเผชิญกับปัญหาความต้องการของตลาดที่อ่อนแอและแรงกดดันด้านเงินทุน โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 มีนาคม Tally ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเครื่องมือสำหรับ DAO ก็เพิ่งประกาศปิดตัวหลังมองไม่เห็นหนทางทำกำไร และในวันที่ 24 มีนาคม บริษัทพัฒนาอย่าง Balancer Labs ก็เพิ่งประกาศยุติบทบาทลงเช่นกัน หลังจากที่โดนแฮ็กเกอร์เจาะระบบสูบเงินไปกว่า $100 ล้านเมื่อสี่เดือนก่อน

ที่มา: cointelegraph


มุมมองส่วนตัวผมมองว่าเคสของ Dmail เป็นกรณีศึกษาที่เจ็บปวดแต่สะท้อนความจริงของวงการ Web3 ได้ดีมากครับ โปรเจกต์ที่มีผู้ใช้งานหลักล้านคนแต่กลับต้องมาเจ๊ง เพราะสุดท้ายแล้วไม่สามารถหาวิธีหาเงินหรือ Monetization จากฐานผู้ใช้งานเหล่านั้นได้จริง พอเริ่มต้นด้วยโมเดลใช้ฟรีเพื่อดึงดูดคน แล้วไปหวังพึ่งเงินจากการระดมทุนหรือการขายโทเคนอย่างเดียว พอถึงจุดที่ Tokenomics เฟ้อไปต่อไม่ได้และนักลงทุนสถาบันเลิกอุ้ม โปรเจกต์ที่ต้องแบกต้นทุนค่าเซิร์ฟเวอร์และโหนดมหาศาลทุกเดือนก็ต้องตายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งนี้เตือนสติว่ายอด Active wallets สูงๆ ไม่ได้การันตีความอยู่รอดเสมอไป ถ้าโปรเจกต์ไม่มี Use case ที่แข็งแกร่งพอจะทำให้คนยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินใช้งานจริงๆ ครับ