สรุปข่าว
- กองทุน IBIT ของ BlackRock มีวอลุ่มเทรดรายวันพุ่งสูงถึง $16 พันล้านถึง $18 พันล้าน ซึ่งเทียบเท่ากับกระดานเทรดเบอร์หนึ่งอย่าง Binance และมากกว่า Coinbase ถึงสองเท่า
- ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ได้รับการกำกับดูแลอย่างถูกต้องกำลังดึงดูด Liquidity ออกจากกระดานเทรดคริปโตแบบดั้งเดิมอย่างรวดเร็ว
- แม้วอลุ่มจะพุ่งสูงแต่ภาพรวมของ Net outflow บน Spot Bitcoin ETF ในไตรมาสแรกของปี 2026 กลับติดลบไปกว่า $496.5 ล้าน ท่ามกลางราคา BTC ที่ร่วงหนักถึง 23.8% ก่อนจะเริ่มมี Inflow กลับเข้ามาฟื้นฟูตลาดในเดือนมีนาคม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
การที่วอลุ่มเทรดของ ETF พุ่งสูงขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะมีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้ามาดันราคาเสมอไป แต่อาจเกิดจากการ Rebalance พอร์ตหรือการ Hedging ของสถาบัน อย่างไรก็ตามการเติบโตนี้ตอกย้ำว่าเม็ดเงินระดับสถาบันในฝั่ง TradFi จะกลายเป็นผู้เล่นหลักที่สามารถดูดซับ Liquidity และกำหนดทิศทางตลาดในระยะยาว
กองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยวอลุ่มเทรดรายวันที่พุ่งสูงถึง $16 พันล้านถึง $18 พันล้าน ทำให้ผลิตภัณฑ์ภายใต้การกำกับดูแลตัวนี้ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งโดยตรงกับกระดานเทรดคริปโตระดับโลก
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ Kaiko ชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ระดับสถาบันกำลังสูบ Liquidity ออกจากแพลตฟอร์มคริปโตดั้งเดิมด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย ปัจจุบันวอลุ่มเทรดรายวันของ IBIT นำหน้า Coinbase ที่มีวอลุ่มบน Spot market ราวๆ $6 พันล้านถึง $8 พันล้านไปแล้วกว่าเท่าตัว และตัวเลขนี้ยังไล่จี้กิจกรรมการเทรด Spot บน Binance ซึ่งเป็นเหมือนมาตรฐานชี้วัด Liquidity ของโลกคริปโตมาอย่างยาวนาน
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้บอกเราว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีการกำกับดูแลกำลังกลายเป็นทางเลือกที่น่ากลัวสำหรับกระดานเทรดแบบดั้งเดิม สำหรับ ETF ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2024 ความเร็วในการสเกลของ IBIT ถือว่าน่าทึ่งมาก ปัจจุบันกองทุนของ BlackRock ครอง Market share วอลุ่มเทรดไปแล้วกว่า 70% เมื่อเทียบกับ Spot Bitcoin ETF ตัวอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งการครอบงำตลาดนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสถาบันต่างๆ หันมาลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ในตลาดหลักทรัพย์แทนที่จะไปเปิดบัญชีซื้อขายบนกระดานคริปโตโดยตรง
ภาพรวมไตรมาสแรกปี 2026 บททดสอบความเชื่อมั่นของ ETF
แม้วอลุ่มเทรดของ IBIT จะพุ่งทะยาน แต่ภาพรวมของ Fund flow ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 กลับมีความซับซ้อนกว่านั้น Spot Bitcoin ETF มี Net outflow รวมในไตรมาสแรกอยู่ที่ $496.5 ล้าน โดยสองเดือนแรกมีเงินไหลออกไปถึง $1.8 พันล้าน ถือเป็นผลงานรายไตรมาสที่แย่ที่สุดเป็นอันดับสองนับตั้งแต่เปิดตัวมา
ปัจจัยหลักมาจากราคา Bitcoin ที่ร่วงลง 23.8% ใน Q1 2026 ซึ่งเป็นการเปิดไตรมาสแรกที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018 แรงเทขายนี้ถูกซ้ำเติมด้วยความตึงเครียดด้าน Geopolitics ในตะวันออกกลางและนโยบายระมัดระวังของ FED ทำให้เกิดแรงเทขายทำกำไรอย่างหนักในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก SoSoValue ชี้ว่ากองทุนเริ่มมี Inflow กลับเข้ามาเติมอีก $1.32 พันล้านในเดือนมีนาคม ยุติช่วงเวลาแห้งแล้งที่ลากยาวมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 และถือเป็นเดือนแรกของปี 2026 ที่ Spot BTC ETF กลับมาเป็นบวก

ทิศทางต่อไปของกระแสเงิน ETF
เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐอเมริกามี Net inflow เข้ามาเบาๆ ที่ $8.99 ล้าน นำโดย FBTC ของ Fidelity ที่กวาดไป $7.29 ล้าน ในขณะที่ฝั่ง Spot Ethereum ETF กลับมี Net outflow สูงถึง $71.17 ล้าน โดย ETHA ของ BlackRock โดนถอนออกหนักสุดในวันเดียวถึง $46.66 ล้าน
ความขัดแย้งระหว่างวอลุ่มเทรดที่พุ่งกระฉูดของ IBIT กับกระแส Fund flow ที่ผันผวนของตลาด ETF ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า วอลุ่มการเทรดที่สูงไม่ได้แปลว่าต้องมีเม็ดเงินก้อนใหม่ไหลเข้าตลาดเสมอไป แต่มันอาจสะท้อนถึงการทำ Hedging การ Rebalance พอร์ต หรือการจัด Position ระยะสั้นของสถาบัน

ทิศทางในเดือนเมษายนจะสามารถรักษาโมเมนตัมเชิงบวกจากเดือนมีนาคมไว้ได้ หรือจะกลับไปซึมเหมือนช่วงต้นปี คงต้องขึ้นอยู่กับสัญญาณ Macroeconomics และการทรงตัวของราคา BTC ต่อไป แต่ที่แน่ๆ การที่ IBIT สามารถปั๊มวอลุ่มมาเบียดกับกระดานเทรดคริปโตเบอร์ต้นๆ ได้ขนาดนี้ เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าเส้นแบ่งระหว่างโลก TradFi กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังจางหายไปทุกที
ที่มา: beincrypto
มุมมองส่วนตัวผมคิดว่าตัวเลขนี้บอกใบ้ทิศทางอนาคตของตลาดได้ชัดเจนมากครับ สถาบันการเงินหรือกองทุนใหญ่ๆ เค้าเลือกที่จะเทรดผ่าน ETF อย่าง IBIT มากกว่าที่จะไปเปิดบัญชีซื้อ Spot บนกระดานเทรดอย่าง Binance หรือ Coinbase เพราะมันมีเรื่องของความน่าเชื่อถือและการกำกับดูแลที่ถูกกฎหมายมารองรับ แต่ต้องระวังไว้นิดนึงตรงที่วอลุ่มเยอะไม่ได้แปลว่าเค้าซื้อดันราคาขึ้นอย่างเดียวนะครับ มันอาจจะเป็นการสลับพอร์ตหรือบริหารความเสี่ยงก็ได้ ช่วงนี้ตลาดเพิ่งผ่าน Q1 ที่โหดร้ายมา ต้องรอดูว่า Flow ในเดือนเมษายนจะกลับมาแข็งแกร่งพอที่จะดึงดูด Liquidity ให้ตลาดกลับมาคึกคักได้อีกรอบหรือเปล่าครับ
