bitkub-banner

Bernstein ชี้ภัยคุกคามจาก Quantum ต่อ Bitcoin เป็นเรื่องจริง แต่สามารถรับมือได้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Wall Street Broker อย่าง Bernstein ประเมินว่าความก้าวหน้าของ Quantum Computing ถือเป็นภัยคุกคามที่มีอยู่จริงต่อระบบนิเวศ Crypto แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้และไม่ใช่ความเสี่ยงถึงขั้นทำลายล้างเครือข่าย
  • ความเปราะบางในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่กับ Bitcoin จำนวนประมาณ 1.7 ล้าน BTC ที่ถูกเก็บรักษาไว้ใน Legacy Wallet รุ่นเก่าในขณะที่ระบบการขุดเจาะเหรียญที่ใช้การ Hashing แบบ SHA-based นั้นยังคงมีความปลอดภัยสูงแม้จะต้องเผชิญกับเทคโนโลยีขั้นสูง
  • นักวิเคราะห์คาดว่าอุตสาหกรรม Crypto จะมีเวลาเตรียมตัวอย่างน้อย 3 ถึง 5 ปีในการอัปเกรดไปสู่ระบบ Post-quantum Cryptography ซึ่งปัจจุบันชุมชนนักพัฒนาได้เริ่มมีการหารือเกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐาน Wallet และการจำกัดการใช้ Address ซ้ำแล้ว

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

ข่าวนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแรงซื้อหรือแรงขายของ Bitcoin หน้ากระดานเทรดในระยะสั้น เนื่องจากเทคโนโลยี Quantum ยังคงต้องใช้เวลาพัฒนาและขยายขีดความสามารถอีกหลายปีกว่าจะสามารถนำมาคุกคามระบบบล็อกเชนได้จริง การที่สถาบันการเงินระดับโลกออกมายืนยันว่าเครือข่ายยังมีเวลาเตรียมรับมือและสามารถอัปเกรดระบบป้องกันได้ ช่วยลบล้างความตื่นตระหนกของตลาดและตอกย้ำถึงความมั่นคงของระบบนิเวศคริปโตในระยะยาว

Bernstein ซึ่งเป็น Broker จาก Wall Street ระบุว่าการเติบโตของ Quantum Computing ถือเป็นภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือแต่ยังสามารถรับมือได้สำหรับ Bitcoin และระบบนิเวศ Crypto ในภาพรวม แม้ว่าความก้าวหน้าเมื่อเร็วๆ นี้จะทำให้ระยะเวลาที่ผู้ไม่หวังดีอาจใช้เทคโนโลยีนี้เข้าโจมตีระบบ Cryptography สมัยใหม่สั้นลงก็ตาม

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างเช่นรายงานของ Google Quantum AI เกี่ยวกับการใช้ Qubit ที่น้อยลง บ่งชี้ว่าความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่ต้องรออีกหลายสิบปีอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทได้เน้นย้ำว่าการขยาย Scale ของระบบ Quantum ให้ไปถึงระดับที่สามารถเจาะระบบ Encryption ที่โลกใช้กันอย่างแพร่หลายได้นั้นยังคงเป็นความท้าทายที่ซับซ้อนและต้องผ่านขั้นตอนอีกมากมาย

ทีมนักวิเคราะห์ที่นำโดย Gautam Chhugani ระบุในรายงานเมื่อวันพุธว่าเทคโนโลยี Quantum ควรถูกมองว่าเป็นรอบการอัปเกรดระบบในระยะกลางถึงระยะยาว มากกว่าที่จะมองว่าเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัว

หลักการทำงานของ Quantum Computing นั้นใช้ Quantum Mechanics แทนที่จะเป็นฟิสิกส์คลาสสิก โดยจะใช้ Qubit ที่สามารถดำรงอยู่ในหลายสถานะได้พร้อมกัน หรือที่เรียกว่า Superposition แทนการใช้ Bit แบบ Binary ทำให้สามารถประมวลผลความเป็นไปได้หลายอย่างพร้อมกันในเสี้ยววินาที เมื่อคุณสมบัตินี้ไปรวมกับ Entanglement จะทำให้ระบบ Quantum สามารถแก้ปัญหาความซับซ้อนสูง เช่น การเจาะระบบ Encryption ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไป

แน่นอนว่าคอมพิวเตอร์ Quantum อาจทำให้ระบบ Cryptography อย่างเช่น Elliptic Curve Encryption ซึ่งเป็นพื้นฐานความปลอดภัยของ Crypto Wallet อ่อนแอลงในท้ายที่สุด แต่รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่าภัยคุกคามดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่โลก Crypto แต่มันครอบคลุมทุกอุตสาหกรรมตั้งแต่ภาคการเงินระดับโลกไปจนถึงระบบความมั่นคงของประเทศ ดังนั้นมันจึงควรถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการ มากกว่าจะเป็นภัยพิบัติที่นำไปสู่จุดจบของ Bitcoin

ในแง่ของความเสี่ยงบน Blockchain ทาง Broker ระบุว่าจุดเปราะบางนั้นกระจุกตัวอยู่กับเหรียญราว 1.7 ล้าน BTC ที่ถูกเก็บรักษาไว้ใน Legacy Wallet รุ่นเก่า ในขณะที่แนวปฏิบัติและ Protocol ใหม่ๆ สามารถช่วยลดช่องโหว่ตรงนี้ได้ นอกจากนี้ระบบการขุด Bitcoin ซึ่งพึ่งพา Hashing แบบ SHA-based ยังคงมีความปลอดภัยขั้นสูงและป้องกันการเจาะระบบได้แม้ในสถานการณ์ที่เทคโนโลยี Quantum ก้าวหน้าไปมากแล้วก็ตาม

Bernstein คาดหวังว่าอุตสาหกรรม Crypto จะมีเวลาเตรียมตัวที่เพียงพอราว 3 ถึง 5 ปีในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค Post-quantum Cryptography ซึ่งในปัจจุบันชุมชนนักพัฒนาก็เริ่มตื่นตัวและมีการหารือเกี่ยวกับการอัปเกรดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน Wallet ใหม่ การลดการใช้ Address ซ้ำ และการทำ Key Rotation

นอกจากนี้ยังมีรายงานทางวิชาการฉบับหนึ่งที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่า หากมีใครคิดจะโจมตี Blockchain ของ Bitcoin ผ่านการขุดด้วย Quantum คอมพิวเตอร์ พวกเขาจะต้องใช้พลังงานมหาศาลเทียบเท่ากับพลังงานที่สร้างขึ้นจากดวงดาวเลยทีเดียว

ที่มา coindesk


มุมมองส่วนตัวผมมองว่าประเด็นเรื่อง Quantum จะมาเจาะรหัส Bitcoin เป็นความกังวลที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันทุกๆ สองสามปีครับ ซึ่งรายงานของ Bernstein รอบนี้อธิบายได้ค่อนข้างเห็นภาพและอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงมากที่สุด การที่บอกว่าเทคโนโลยีนี้เป็นเพียงรอบการอัปเกรดระบบ ถือเป็นมุมมองที่สมเหตุสมผล เพราะ Core Developer ของ Bitcoin รับรู้ถึงปัญหานี้มานานแล้วและมีกระบวนการเตรียมพร้อมที่จะ Fork ระบบไปใช้ Algorithm ที่กัน Quantum ได้เสมอเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ส่วนเหรียญ 1.7 ล้าน BTC ที่อยู่ใน Legacy Wallet ถ้าวันหนึ่งมันถูกแฮ็กขึ้นมาจริงๆ ก็อาจจะสร้างแรงเทขายในตลาดได้บ้าง แต่มันคงไม่ทำให้พื้นฐานของ Bitcoin พังทลายลงไปครับ สำหรับนักลงทุนทั่วไป เรื่องนี้ถือเป็น Macro Risk ระยะยาวที่เราควรติดตามพัฒนาการของเทคโนโลยี แต่ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาตื่นตระหนกเทขายของทิ้งในวันนี้แน่นอนครับ