สรุปข่าว
- Strategy ประกาศผ่าน X เมื่อวันที่ 7 เมษายนว่าการช้อนซื้อ Bitcoin ในปี 2026 ของบริษัทมีสัดส่วนคิดเป็น 2.2 เท่าของอุปทาน Bitcoin ที่ถูกขุดได้ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ยังได้กำไรไปแล้วกว่า 24,675 BTC คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,700 ล้านดอลลาร์
- ล่าสุด ณ วันที่ 5 เมษายน 2026 Strategy ถือครอง Bitcoin รวม 766,970 BTC ด้วยต้นทุนรวมกว่า 58,020 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นราคาเฉลี่ยที่ $75,644 ต่อ 1 BTC
- ข้อมูลจาก CryptoQuant เผยว่าในช่วง 30 วันที่ผ่านมา บริษัทคริปโตอื่น ๆ นอกจาก Strategy ซื้อ Bitcoin รวมกันเพียง 1,000 BTC ขณะที่ Strategy ซื้อถึง 45,000 BTC ทำให้สัดส่วนการซื้อจากบริษัทอื่นลดลงเหลือเพียง 2% จากที่เคยอยู่ที่ 95% ในเดือนตุลาคม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา : Bullish
ตัวเลข 2.2 เท่าในการซื้อ Bitcoin ของ Strategy เป็นตัวเลขที่สะท้อนความทะเยอทยานของ Strategy ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือปัจจัยเชิงบวกที่ชัดเจนในระยะกลางถึงยาว เพราะการที่อุปสงค์แซงอุปทานอย่างต่อเนื่องในสินทรัพย์ที่มี Supply จำกัด 21 ล้าน BTC ท้ายที่สุดแล้วย่อมส่งผลต่อราคาในเชิงบวกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Strategy ฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด
Strategy ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านรายงานว่าในปี 2026 บริษัทได้ทำการสะสม Bitcoin ไปแล้วกว่า 94,470 BTC ซึ่งเป็นอัตรา 2.2 เท่าของ Bitcoin Supply ใหม่ที่ถูกผลิตออกมาในช่วงเวลาเดียวกัน ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางการตลาด มันคือภาพสะท้อนของเกมที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หลังการ Halving ปริมาณ Bitcoin ใหม่ที่นักขุดทั่วโลกผลิตได้อยู่ที่ราว 450 BTC ต่อวัน คิดเป็นแรงกดดันอุปทานรายเดือนประมาณ 880 ล้านดอลลาร์ แต่ Strategy แค่เพียงบริษัทเดียวซื้อสะสมในอัตราที่มากกว่านั้นเป็นเท่าตัว ด้วยการระดมทุนผ่านการออกหุ้นสามัญ MSTR และหุ้นบุริมสิทธิ์ STRC ที่จ่ายปันผล 11.5% ต่อปี
Supply Shock คืออะไร และอีกนานแค่ไหนนักลงทุนถึงจะได้เจอ?
Supply Shock หรือ “ภาวะขาดแคลนอุปทาน” เกิดขึ้นเมื่อความต้องการซื้อสินทรัพย์เกินกว่าปริมาณที่ออกสู่ตลาด ซึ่งในกรณี Bitcoin นั้นหมายถึงเมื่อผู้ซื้อรายใหญ่กว้านซื้อได้เร็วกว่านักขุดผลิตใหม่ได้ ผลที่ตามมาตามทฤษฎีคือราคาจะถูกผลักสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะผู้ขายจำเป็นต้องตั้งราคาสูงขึ้นเพื่อยอมปล่อยเหรียญออกจากมือ
Saylor อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “Supply Absorption” โดยระบุว่า “เราสามารถซื้อ Bitcoin ได้มากกว่าที่นักขุดจะขายออกมาได้” และย้ำว่า “ปี 2026 จะถูกจดจำในฐานะปีสุดท้ายที่คุณจะสามารถซื้อ Bitcoin ได้ในราคาต่ำกว่า 100,000 ดอลลาร์”
ในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว Strategy ซื้อ Bitcoin ไปถึง 44,377 BTC รวมถึงการซื้อครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์เดียวถึง 22,337 BTC มูลค่า 1,570 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่บริษัทอื่นทั้งหมดรวมกันซื้อเพียงเศษเสี้ยว ทำให้ Strategy คิดเป็น 94% ของการซื้อ Bitcoin โดยบริษัทมหาชนทั้งหมดในเดือนนั้น
ถ้า Strategy หยุดซื้อ ตลาดจะไปในทิศทางไหน?
นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดและมักถูกมองข้ามในกระแสข่าวขาขึ้นเพราะ Strategy ตอนนี้ทำหน้าที่เป็น “ตัวจุดชนวน Demand” หลักของตลาด กลยุทธ์การระดมทุนด้วยหนี้ แบบนี้ทำให้การกระจุกตัวของอุปสงค์ในบริษัทเดียวมีความเปราะบาง เพราะหากการระดมทุนหยุดชะงัก แรงซื้อก็จะหายไปกับมันด้วย
ในความเป็นจริง เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อ Strategy หยุดซื้อในสัปดาห์ที่ 23-29 มีนาคม ซึ่งทำให้สถิติการซื้อต่อเนื่อง 13 สัปดาห์หยุดลง และตลาดก็ขาดแรงหนุนระยะสั้นทันที นอกจากนี้ Strategy ยังรายงานขาดทุนสะสมจากสินทรัพย์ดิจิทัลกว่า 14,500 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวัง
สำหรับนักลงทุนรายย่อย มีสิ่งที่ควรระวัง 3 ข้อ คือ อย่าเชื่อว่า Strategy จะซื้อไปได้ตลอด โมเดลการระดมทุนนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของตลาดหุ้น MSTR และ STRC หากราคา BTC ดิ่งลงมากพอจนนักลงทุนเริ่มขาย MSTR ก็อาจเกิดวงจรเลวร้ายได้, อย่าลืมว่า BTC Dominance ที่ 57% บอกว่าตลาดยังสนใจ Bitcoin มากกว่า Altcoin และ ราคาปัจจุบันที่ $71,201 ยังต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของ Strategy ที่ $75,644 ซึ่งหมายความว่าแม้แต่ Saylor เองก็ยัง “ไม่พ้นน้ำ” ดังนั้นจึงควรมีสติและไม่ FOMO ตามเสมอไป
ที่มา:Reddit, Bitcoin.com, CoinDesk, CNBC, Bitcoin Magazine, SaylorTracker.com
