สรุปข่าว
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานปี 2568 อยู่ที่ -1.87 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือเป็นการขาดทุนติดต่อกัน 3 ปีซ้อน
- ยอดขาดทุนสะสม 3 ปี (2566 2568) พุ่งสูงถึง -2.103 แสนล้านดอลลาร์ หลัง Fed แบกภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงกว่ารายได้จากพอร์ตพันธบัตร
- Bitcoin ร่วง 2.33% มาอยู่ที่ $75,499 และ Ethereum ดิ่ง 3.44% มาที่ $2,337 สะท้อนบรรยากาศตลาดที่ระวังความเสี่ยง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ตัวเลขขาดทุนสะสมของ Fed ย้ำภาพว่านโยบายดอกเบี้ยสูงยังคงกดดันระบบการเงิน แม้ผลขาดทุนในทางบัญชีจะไม่ได้หมายความว่า Fed กำลังล้มละลาย แต่สร้างความกังวลในตลาดได้ในระยะสั้น ประกอบกับ Bitcoin และ Ethereum ที่ร่วงอยู่แล้ว ข่าวนี้อาจหนุนแรงขายได้เพิ่มเติม
เมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 เม.ย. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 พบขาดทุน -1.87 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือเป็นการขาดทุนติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยก่อนหน้านี้ขาดทุน -1.14 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2566 และ -7.76 พันล้านดอลลาร์ในปี 2567 ทำให้ยอดขาดทุนสะสม 3 ปีพุ่งแตะ -2.103 แสนล้านดอลลาร์ ตัวเลขดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกในตลาดการเงินโลก และส่งผลให้ Bitcoin ปรับตัวลงมาอยู่ที่ $75,499 (-2.33%) ขณะที่ Ethereum ร่วงหนักกว่าที่ $2,337 (-3.44%)

ทำไม Fed ถึงขาดทุนต่อเนื่อง 3 ปี
สาเหตุหลักของการขาดทุนมาจากโครงสร้างงบดุลของ Fed ที่เปลี่ยนไปอย่างมากหลังยุคโควิด-19 ในช่วงปี 2563 2565 Fed อัดฉีดสภาพคล่องด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้จำนวนมหาศาลในอัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่เมื่อ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ต้นทุนดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้ธนาคารพาณิชย์สำหรับเงินสำรองส่วนเกิน (reserve balances) กลับสูงกว่ารายได้ดอกเบี้ยที่รับจากพอร์ตพันธบัตรเก่า ส่งผลให้เกิดผลขาดทุนด้านปฏิบัติการ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ผลขาดทุนนี้ถือเป็น “สินทรัพย์รอโอน” (deferred asset) ในบัญชีของ Fed ไม่ใช่การขาดทุนแบบบริษัทเอกชนที่จะทำให้ล้มละลาย เพราะ Fed มีอำนาจพิมพ์เงินได้เองตามกฎหมาย ดังนั้นในแง่ความมั่นคงของสถาบัน Fed ยังคงดำเนินงานได้ปกติ แต่ผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อตลาดนั้นมีอยู่จริง โดยเฉพาะในยามที่ความเชื่อมั่นในระบบการเงินดั้งเดิมเปราะบาง
ผลกระทบต่อตลาดคริปโต
ในวันเดียวกันที่ข่าวนี้ออก Bitcoin ร่วงมาอยู่ที่ $75,499 และ Ethereum ดิ่งหนักกว่าที่ $2,337 แม้จะยังไม่สามารถระบุได้ว่าการร่วงครั้งนี้มาจากข่าว Fed โดยตรง แต่บรรยากาศโดยรวมสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกำลังลดความเสี่ยงออกจากพอร์ต ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบที่มักเกิดขึ้นเมื่อมีข่าวเชิงลบจากธนาคารกลาง
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Bitcoin ผันผวนหนัก 5 วัน ล้างพอร์ตกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท ข้อมูล Heatmap ชี้โซน $72,000 $75,000 เป็นเป้าหมายถัดไป ซึ่งหากราคา Bitcoin ร่วงต่อเนื่องในโซนนี้ โอกาสที่จะทดสอบแนวรับดังกล่าวก็ยังเปิดอยู่ นอกจากนี้ในสัปดาห์นี้ยังมีแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเรื่องนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่ยังไม่ชัดเจน
มองภาพรวมตัวเลขย้อนหลัง
ข้อมูลจากกราฟที่ The Kobeissi Letter นำเสนอซึ่งอ้างอิงจาก Federal Reserve และเว็บไซต์ WolfStreet.com แสดงให้เห็นชัดเจนว่าก่อนปี 2566 Fed ทำกำไรจากการดำเนินงานได้ต่อเนื่องทุกปี โดยจุดสูงสุดอยู่ในปี 2557 ที่กำไรสูงถึง 1.18 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่หลังจากปี 2565 เป็นต้นมา ทิศทางกลับพลิกเป็นขาดทุนอย่างรุนแรง โดยปี 2566 ขาดทุนหนักที่สุดถึง -1.14 หมื่นล้านดอลลาร์ ก่อนที่ตัวเลขจะค่อย ๆ ดีขึ้นในปี 2568 ที่ขาดทุนลดลงเหลือ -1.87 พันล้านดอลลาร์ บ่งชี้ว่าแรงกดดันจากนโยบายดอกเบี้ยสูงเริ่มผ่อนคลายลงบ้างแล้ว
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลขขาดทุนสะสม 2.103 แสนล้านดอลลาร์ฟังดูน่ากลัวมาก แต่ในทางปฏิบัติมันไม่ได้หมายความว่า Fed จะล้มละลายแต่อย่างใด เพราะธนาคารกลางทำงานต่างจากบริษัทเอกชนโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าจับตามากกว่าคือ ตัวเลขนี้สะท้อนว่า Fed กำลังแบกต้นทุนจากการขึ้นดอกเบี้ยไว้สูงมาก และยิ่งดอกเบี้ยอยู่ระดับสูงนานเท่าไหร่ ความกดดันต่อระบบการเงินก็ยิ่งสะสม ในส่วนของคริปโต ขอจับตาดูว่า Bitcoin จะยืนแนวรับโซน $75,000 ได้ไหม ถ้าหลุดลงไปใต้แนวนี้อาจเห็นแรงขายเพิ่มขึ้นได้อีก
ที่มา: @KobeissiLetter
ภาพจาก AI
