สรุปข่าว
- กลยุทธ์สวนทางพ่อรวย คือแนวคิดการลงทุนที่เน้นทำตรงกันข้ามกับคำแนะนำของ Robert Kiyosaki ผู้แต่งพ่อรวยสอนลูก ที่มักออกมาเตือนให้เทขายสินทรัพย์
- ข้อมูลสถิติชี้ชัดว่า การเชื่อคำทำนายและออกจากตลาด เช่น ในปี 2011, 2020 หรือ 2022 ทำให้นักลงทุนพลาดโอกาสทำกำไรมหาศาลจากการเติบโตของตลาดและ AI
- การลงทุนสวนทางคิโยซากิถึงจะทำกำไรได้ดีในช่วงที่ผ่านมา แต่แนวคิดนี้ก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป 100% นักลงทุนควรรับฟังคำเตือนเพื่อเตรียมรับมือด้วย
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Inverse Kiyosaki คือกลยุทธ์การลงทุนที่เกิดขึ้นจากการทำตรงกันข้ามกับคำเตือนอันตื่นตระหนกของ Robert Kiyosaki กูรูการเงินชื่อดังที่มักออกมาพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจโลกกำลังจะล่มสลาย โดยข้อมูลเชิงสถิติในอดีตพิสูจน์ให้เห็นว่า ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดสำหรับนักลงทุนไม่ใช่การเกิดวิกฤต แต่คือการพลาดโอกาสเติบโตในขณะที่รอให้ฟองสบู่แตก ผู้ที่ยอมทิ้งตลาดไปเพราะความกลัวตามคำบอกล้วนพลาดขบวนรถไฟสายเทคโนโลยีและ AI ที่ดันให้ดัชนี S&P 500 พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างไรก็ตาม แม้คำทำนายเรื่องวันสิ้นโลกของเขาจะคลาดเคลื่อนบ่อยครั้ง แต่ปัญหาเศรษฐกิจที่เขายกมาอ้างอิงก็เป็นเรื่องจริงที่มีมูล กลยุทธ์ที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การหลับหูหลับตาสวนทาง 100% แต่คือการรับฟังข้อควรระวัง นำมาประเมินความเสี่ยง
Robert Kiyosaki กูรูด้านการเงินและผู้แต่งหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” คือบุคคลที่มักจะออกมาบอกคำเตือนว่า โลกกำลังจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่มาอย่างต่อเนื่องนานหลายปีจนทำให้ผู้ติดตามและนักลงทุนเกิดอาการแพนิค แต่จะเป็นอย่างไรถ้าเราทำทุกอย่างสวนทางกับคำเตือน
นี่จึงเป็นที่มาของ Inverse Kiyosaki กลยุทธ์การลงทุนสวนทางพ่อรวยที่อาจจะให้อะไรกับนักลงทุนมากกว่าที่คิด เพราะรายงานจากต่างประเทศเปิดเผยว่า เพราะสถิติข้อมูลในตลาดตลอด 25 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ แต่คือ การเฝ้ารอเวลาที่ใช่จนพลาดโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัวไปอย่างน่าเสียดาย
Inverse Kiyosaki คืออะไร?
อธิบายให้เข้าใจง่าย Inverse Kiyosaki คือ หลักการในการลงทุนที่สวนทางกับตัวของ Robery Kiyosaki เมื่อไรก็ตามที่เขาแนะนำให้นักลงทุนรีบหนีออกจากตลาด โดยหลักการที่ว่ามีที่มาตั้งแต่ปี 2010s ตามกลุ่มพูดคุยของนักเทรดต่างชาติ
นักลงทุนที่เชื่อในหลักการนี้จะทำการตีกราฟเปรียบเทียบระหว่างช่วงเวลาที่ Kiyosaki ออกมาเตือนอย่างรุนแรงที่สุดเทียบกับผลงานของกราฟ S&P 500 ซึ่งแนวคิดนี้เริ่มกลับมาเป็นที่พูดถึงในช่วงหลังวิกฤต Covid ที่ทำให้คนหันมาสนใจการลงทุนมากขึ้น และเริ่มตั้งคำถามต่อเหล่ากูรู แม้คำพูดของคิโยซากิบางข้อจะถูกต้อง เช่นเรื่องเงินเฟ้อและวิกฤต
แนวคิดของ Inverse Kiyosaki จะเป็นการโต้แย้งว่าเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี แรงงาน และการแทรกแซงของธนาคารกลางจะมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าปัญหาหนี้สินที่ Kiyosaki ระบุเอาไว้
ดังนั้น Inverse Kiyosaki จึงเป็นเรื่องของการตระหนักว่า เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีกว่าที่เรื่องราววันสิ้นโลกที่คิโยซากิพยายามจะสื่อ เป็นแนวคิดที่มองว่าปัญหาเรื่องฟองสบู่จะไม่มีค่าอะไรเลย หากคุณเลือกที่จะออกจากตลาดไปก่อนที่ฟองสบู่ลูกนั้นจะแตกจริง ๆ
เงินที่หายไปเพราะความกลัว
เพื่อให้เข้าใจว่าพอร์ตของนักลงทุนจะเกิดสูญเสียโอกาสมากขนาดไหนหากเชื่อในคำแนะนำของ Kiyosaki ก็ให้ลองนึกดูว่าหากใครยอมที่จะออกจากตลาดลงทุนในช่วงปี 2011 เพราะเชื่อคำแนะนำจะเจ็บปวดขนาดไหน เมื่อมารู้ว่าตลาดจะเกิดกระแส AI บูมอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา S&P 500 ทุบสถิติสูงสุดใหม่หลายต่อหลายครั้ง Nvdia กลายมาเป็นบริษัทอันดับหนึ่งของโลก และอื่นๆ อีกมากมาย
เอาแค่ตัวเลขง่ายๆ แค่ในช่วงระหว่างปี 2011-2021 หากลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเช่น S&P 500 ไว้เฉยๆ เงินนั้นจะโตขึ้นถึง 260% ในขณะที่ถ้าถือทองคำเอาไว้จะได้กำไรไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำ
พ่อรวยทำนายอะไรไว้?
ตัวของคิโยซากิเคยได้ทำนายสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย ไม่ว่าจะในหนังสือหรือบนโซเชียลมีเดีย โดยเรามาลองมองย้อนดูตลอด 6 ปีที่ผ่านมากันว่าเขาเคยพูดอะไรไว้บ้าง
2020 Greater Depression
ในช่วงกลางปี 2020 ที่โควิดทำให้ธุรกิจล้มครืนไปหมด Kiyosaki ได้เตือนว่าโลกกำลังจะเกิดสุดยอดวิกฤต “Greater Depression”อย่างเลี่ยงไม่ได้และแนะนำให้ผู้ติดตามเร่งซื้อทองคำมาตุน ก่อนที่นโยบายแจกเงินอุดหนุนจะทำตลาดร่วง 80% สุดท้ายแล้วคนที่ยอมถือทนจะได้กำไรไปกว่า 50% เงินอุดหนุนจำนวนมากไหลตรงไปยังหุ้นเทคแทนที่จะหันไปหาทองคำตามคำพูดของคิโยซากิ
ทุกอย่างจะร่วงในปี 2022
สองปีถัดมาอัตราดอกเบี้ยมีการปรับขึ้นสูง Kiyosaki จึงออกมาเตือนอีกว่าฟองสบู่ใกล้จะแตก S&P 500 จะเหลือศูนย์ ให้นักลงทุนรีบหนีจากสินทรัพย์ที่จับไม่ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นคือการมาถึงของยุคสมัย AI ที่ทำให้หลายคนตกรถชวดกำไรหลายเด้ง
2025 FOMO Bitcoin จุดจบ Petrodollar
นอกจากทองคำและแร่เงินแล้ว Bitcoin เองก็เป็นสินทรัพย์หนึ่งที่ Kiyosaki เริ่มให้ความสนใจมาตั้งแต่ช่วงโควิด โดยเขาเคยได้ออกมาชักชวนให้ซื้อ Bitcoin ที่ปลายยอดในวัฏจักรก่อนหน้าซึ่งจากนั้นทุกคนก็ทราบกันดีว่าเกิดอะไรขึ้นถัดจากนั้น
อย่างไรก็ดี Kiyosaki ไม่ยอมแพ้และยังคงสนับสนุนให้ผู้ติดตามซื้อ Bitcoin ใส่กระเป๋าโดยอ้างว่าปี 2025 จะเป็นปีทองของ Bitcoin ที่ราคาจะทะยานทะลุ $500,000 ซึ่งปีถัดมาก็เป็นปีทองจริงแต่ BTC ทำเป้าได้แค่ $120,000 และตามมาด้วยขาลงเฉียบพลันในช่วงท้ายปีทำราคาดิ่งแตะ $80,000
2026
สุดท้ายกับคำพยากรณ์ที่รุนแรงที่สุด Kiysoaki ระบุว่าฟองสบู่ขนาดมหึมากำลังจะแตก ระบบทุกอย่างจะถูกรีเซ็ต แต่เขาก็ยังไม่ได้เปิดเผยว่าอะไรจะเป็นต้นเหตุ มีเพียงแค่การเตือนว่าคนจะหนีออกจากตลาดเข้าไปหา Bitcoin ที่จะพุ่งทะยานขึ้นไปมีมูลค่ากว่า $750,000, Ethereum $95,000, ทองคำ $35,000, และแร่เงิน $200 เป็นการเดิมพันว่ามูลค่าของเงินจะเสื่อมค่า
ดังนั้นหากเรานำแนวคิด Inverse Kiyosaki เป็นที่ตั้ง เหตุการณ์ในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อคือ เศรษฐกิจจะเติบโตด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ระบบเศรษฐกิจก็อาจจะไม่ล่มสลายเหมือนที่เขากังวล
แนวคิดไม่ได้ถูกต้อง 100%
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์และแนวคิดดังกล่าวก็เหมือนกับเทคนิคการลงทุนอื่นๆ ที่ใช้เป็นแบบอย่างได้แต่ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป ถ้าหากผู้ใช้ทำตามโดยไม่เอะใจก็อาจนำไปสู่หายนะทางการเงินได้ เพราะบางครั้งโลกก็อาจเป็นไปตามที่คิโยซากิพูดดังคำที่ว่า นาฬิกาที่เสียอย่างน้อยวันหนึ่งก็ต้องบอกเวลาถูก 2 ครั้ง เหมือนที่เขาทายวิกฤตปี 2008 ได้ล่วงหน้าในหนังสือปี 2002
ที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ แนวคิด Inverse Kiyosaki มักจะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลัก หมายความว่าในบางกรณีไม่ว่าคุณจะลงทุนสวนทาง Kiyosaki (ที่ชอบให้ไปลงทุนกับโลหะและ Bitcoin) หรือไม่ หากตลาดออกมาแย่ เช่น เฟดขึ้นดอกเบี้ยคุณก็จะไม่ชนะเหมือนกันแต่แพ้กันคนละแบบ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไม่การกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญและไม่ควรยึดติดกับแนวคิดใดเป็นพิเศษ
ดังนั้น ถึงคุณจะใช้แนวคิดสวนทางกับคิโยซากิแต่ก็ไม่ควรมองคำเตือนของเขาเป็นเพียงแค่เรื่องตลก เพราะปัญหาที่เขากล่าวมานั้นเป็นเรื่องจริง แค่มันยังอยู่ในจุดที่ยังไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ กล่าวคือ ถ้า Kiyosaki ออกมาพูดถึงปัญหานักลงทุนก็ควรที่จะรับฟังและเตรียมตัว แต่เมื่อไรก็ตามที่เขาพยายามกดดันให้รีบออกจากตลาด จุดนั้นก็อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทำกำไรซึ่งส่วนใหญ่แล้วมันก็มักจะออกมาเป็นเช่นนั้น
ที่มา : Techgaged
มุมมองผู้เขียน : สิ่งที่ Kiyosaki พูดถูกมาตลอดคือเรื่องเงินเฟ้อ และการเสื่อมค่าของเงินเฟียต จากการที่รัฐบาลพิมพ์เงินไม่อั้น แต่จุดที่เขายึดติดเกินไปคือเขาเชื่อว่าทางออกเดียวของปัญหาคือ Hard Asset แต่ทางฝั่งของสินทรัพย์ผันผวนสูงเองก็มีอัตราเติบโตที่สูงจนเอาชนะเงินเฟ้อได้เช่นกัน สุดท้ายแล้วแนวคิดของ Inverse Kiyosaki จึงอาจเป็นอะไรที่ดูได้เปรียบกว่า เพราะถ้าหากนักลงทุนมีการกันผลกำไรระหว่างทางอย่างน้อยก่อนที่จะเกิดวิกฤตพอร์ตก็ยังโต ดีกว่ารอวิกฤตเกิดแล้วและผลออกมาไม่เป็นดังที่คาด
