สรุปข่าว
- ราคา Bitcoin ย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 76,500 ดอลลาร์หลังจากที่พยายามทะยานขึ้นไปเหนือ 79,000 ดอลลาร์เมื่อช่วงต้นสัปดาห์โดยนักวิเคราะห์เตือนว่าการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วอาจถูกขัดขวางจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังคงไม่เป็นใจ
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงลงแตะจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลังเลที่จะส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยหรือเพิ่มสภาพคล่องในระยะสั้น
- ภาพรวมทางเทคนิคชี้ว่าราคาหลุดแนวโน้มขาขึ้นและเทรดอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยสำคัญซึ่งสะท้อนถึงแรงซื้อที่เริ่มอ่อนแรงลงแม้ว่าโทเคนกลุ่ม DeFi จะยังคงยืนหยัดได้ดีกว่าตลาดรวมจากความพยายามในการกอบกู้สถานการณ์ KelpDAO ก็ตาม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การที่ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ตกต่ำลงถือเป็นปัจจัยมหภาคที่สร้างแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ ในการคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูงต่อไปซึ่งสภาวะดังกล่าวจะลดทอนความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยงและส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลงในระยะสั้น
ราคา Bitcoin มีการย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 76,500 ดอลลาร์จากเดิมที่ทะลุ 79,000 ดอลลาร์ไปเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ส่งผลให้แรงส่งจากการฟื้นตัวรอบก่อนสะดุดลง สำหรับใครที่คาดหวังจะเห็นราคากลับไปทำจุดสูงสุดใหม่อย่างรวดเร็วอาจจะต้องเผื่อใจไว้บ้าง เพราะข้อมูลเศรษฐกิจที่เพิ่งประกาศออกมาไม่ได้สนับสนุนให้เกิดขาขึ้นรอบใหญ่ในตอนนี้
ปัจจัยที่น่าจับตาที่สุดคือแบบสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนซึ่งชี้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 49.8 ในเดือนนี้ โดยมีสาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อยังพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมาตรวัดระยะหนึ่งปีดีดตัวขึ้นไปอยู่ที่ 4.8% ในเดือนเมษายนจากเดิม 3.8% ในเดือนก่อนหน้า ส่วนตัวเลขคาดการณ์ระยะยาวช่วงห้าถึงสิบปีก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.5% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025
ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นเป็นเรื่องที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วนี้อาจไปจำกัดความสามารถของ Fed ในการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือการอัดฉีดสภาพคล่องในระยะสั้น เพราะการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมอาจยิ่งไปเติมเชื้อไฟให้กับเงินเฟ้อ ท่าทีที่แข็งกร้าวนี้อาจไปกดดันอัปไซด์และชะลอการเติบโตของราคา BTC รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ในตลาด
นักวิเคราะห์จาก Bitfinex ให้ความเห็นว่าข้อมูลคาดการณ์ระยะยาวเป็นตัวเลขที่อันตรายกว่าสำหรับ Fed เพราะมันคือตัวแปรที่ธนาคารกลางใช้ประเมินว่าหลักจิตวิทยาด้านเงินเฟ้อกำลังหลุดกรอบหรือไม่ การขยับตัวแรงขนาดนี้ภายในเดือนเดียวถือเป็นการสร้างกำแพงที่สูงขึ้นสำหรับการปรับนโยบายผ่อนคลายใดๆ ในระยะสั้น แม้ว่าเศรษฐกิจจริงจะเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอก็ตาม โดยตลาดคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานไว้ที่ 3.5% ถึง 3.75% ในการประชุมวันพุธนี้
ในขณะเดียวกันนักเทรดก็เริ่มประเมินความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน โดยล่าสุดมีสมาชิกธนาคารกลางญี่ปุ่นสามรายออกมาเรียกร้องให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นในขณะที่ Bitcoin ยังคงถูกกดดัน
หันมามองในฝั่งของ Crypto ปริมาณกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ากองทุน ETF อย่างต่อเนื่องยังคงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยพยุงราคา Spot BTC ไม่ให้ร่วงหนักเวลาตลาดปรับฐาน ในขณะเดียวกันความพยายามร่วมมือกันของคนในอุตสาหกรรมเพื่อควบคุมความเสียหายจากการถูกแฮ็กของ KelpDAO ก็ช่วยให้โทเคนในกลุ่ม DeFi สามารถยืนแข็งได้ดีกว่าภาพรวมของตลาด โดยดัชนี CoinDesk DeFi Select ปรับตัวบวก 0.5% สวนทางกับดัชนีภาพรวมที่ร่วงลง 1.5% อย่างชัดเจน

สำหรับภาพรวมทางเทคนิค กราฟราคารายชั่วโมงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมแสดงให้เห็นว่า BTC ได้หลุดกรอบ Trendline ขาขึ้นที่เคยเป็นแนวรับสำคัญมาตั้งแต่ต้นเดือน นอกจากนี้ราคายังเทรดอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 50 ชั่วโมงและ 200 ชั่วโมง ซึ่งรูปแบบทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงสภาวะที่แรงซื้อเริ่มหมดแรงและมีโอกาสสูงที่ราคาจะย่อตัวลงไปลึกกว่านี้ โดยฝั่งกระทิงจะกลับมาได้เปรียบอีกครั้งก็ต่อเมื่อราคาสามารถดีดกลับขึ้นไปยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทั้งสองเส้นนี้ได้สำเร็จ
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าจังหวะนี้ตลาดกำลังอยู่ในโหมด Wait and See เพื่อจับตาดูท่าทีของ Fed อย่างใกล้ชิดครับ การที่ตัวเลขเงินเฟ้อยังดื้อแพ่งแบบนี้ทำให้โอกาสที่เราจะได้เห็นการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นตลาดในระยะสั้นดูริบหรี่ลงไปมาก สำหรับคุณที่สายเทรดสั้น การหลุด Trendline ขาขึ้นลงมาเป็นสัญญาณเตือนให้เพิ่มความระมัดระวังและอาจจะต้องวางแผนเผื่อในกรณีที่ราคาย่อตัวลงไปเทสต์แนวรับด้านล่าง แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ การที่กองทุน ETF ยังคงมีเงินไหลเข้าก็ถือเป็นเบาะคอยซับแรงกระแทกชั้นดีไม่ให้ตลาดแพนิคจนเกินไปครับ
