bitkub-banner

Bryan Johnson ลั่นจะอยู่ทันฮาล์ฟวิ่งสุดท้ายปี 2140 แต่ Bitcoin อาจตายก่อน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Bryan Johnson มหาเศรษฐีสาย longevity อ้างว่าจะมีชีวิตอยู่ถึงปี 2140 เพื่อทันเห็น Bitcoin halving ครั้งสุดท้าย กลายไวรัลในชุมชนคริปโต
  • ปี 2140 รางวัลบล็อกของ Bitcoin จะลดเหลือต่ำกว่า 1 satoshi ทำให้นักขุดต้องอาศัยค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว ซึ่งยังไม่มีใครพิสูจน์ว่าจะเพียงพอ
  • หากค่าธรรมเนียมไม่พอ hashrate จะลดลง เปิดทางให้เกิดการโจมตี 51% เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับ Bitcoin Cash ในปี 2019

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BEARISH

บทความนี้ชี้ให้เห็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระยะยาวของ Bitcoin ที่ยังไม่มีคำตอบ การพึ่งพาค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียวหลังปี 2140 อาจทำให้ความปลอดภัยของเครือข่ายลดลงและเสี่ยงต่อการโจมตี 51% ซึ่งเป็นภาพ bearish ในระยะยาวสำหรับ Bitcoin แม้ผลกระทบจะยังไม่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของนักลงทุนปัจจุบันส่วนใหญ่

ลองจินตนาการดูว่า ในปี 2140 หรืออีก 115 ปีข้างหน้า รางวัลบล็อกของ Bitcoin จะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ นักขุดทั่วโลกจะอยู่ได้ด้วยค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมเพียงอย่างเดียว และไม่มีใคร แม้แต่ Satoshi Nakamoto เอง พิสูจน์ได้ว่าโมเดลนี้จะเอาตัวรอด

แต่ Bryan Johnson มหาเศรษฐีผู้คลั่งการยืดอายุและเจ้าของโครงการ Project Blueprint บอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ทันเห็นเหตุการณ์นั้นด้วยตาตัวเอง คำกล่าวอ้างที่กลายไวรัลในงาน Bitcoin 2025 เมื่อพฤษภาคมปีที่แล้ว ถูกชุมชนคริปโตยกขึ้นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Bitcoin คือ “สินทรัพย์อมตะ” แต่เบื้องหลังคำพูดสวยหรูนั้น มีปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่นักพัฒนา Bitcoin ระดับท็อปยังถกเถียงกันอยู่ และไม่มีใครกล้ารับประกันคำตอบ

ผู้เขียนอยากชวนผู้อ่านมามองอีกด้านของเหรียญ Bitcoin อาจไม่ได้อมตะอย่างที่ทุกคนเชื่อ และ Bryan Johnson อาจมีอายุยืนยาวเกินกว่าที่ Bitcoin จะอยู่รอดด้วยซ้ำ

Bryan Johnson กล่าวอ้างว่าจะมีชีวิตทันเห็น Bitcoin halving ครั้งสุดท้ายปี 2140
ภาพจาก: Green Candle (X)

คำกล่าวอ้างที่กลายไวรัล กับเลข 2140 ที่ไม่มีใครเข้าใจจริงๆ

คำกล่าวอ้างที่กลายไวรัล กับเลข 2140 ที่ไม่มีใครเข้าใจจริงๆ
ภาพจาก AI

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 Bryan Johnson ได้ขึ้นพูดในงาน Bitcoin 2025 และโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียว่าเขาตั้งใจจะมีชีวิตอยู่ถึงปี 2140 เพื่อให้ทันเห็นเหตุการณ์ Bitcoin halving ครั้งสุดท้าย พร้อมเชิญชวนทุกคนให้ทำเช่นเดียวกันภายใต้ปรัชญา “Don’t Die” ของเขา ล่าสุด Green Candle ได้นำคลิปดังกล่าวมาเผยแพร่ซ้ำพร้อมข้อความว่า “ชายผู้พยายามมีชีวิตเป็นอมตะ เพิ่งบอกคุณว่า Bitcoin ก็เป็นอมตะเช่นกัน”

ชุมชนคริปโตในแพลตฟอร์ม X รับลูกอย่างไม่คิดมาก หลายคนแชร์ภาพ Johnson คู่กับเหรียญ Bitcoin พร้อมแคปชั่น “ตำนานที่แท้จริง” หรือ “Bitcoin จะอยู่ตลอดไป” ทุกคนปฏิบัติเหมือนเป็นเรื่องสนุก แต่ไม่มีใครหยุดถามว่า ในปี 2140 นั้น Bitcoin จะมีโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร และมันจะอยู่รอดได้จริงหรือไม่

ความจริงคือ ปี 2140 ไม่ใช่แค่ “halving ครั้งสุดท้าย” แต่มันคือจุดที่ระบบเศรษฐกิจของ Bitcoin จะเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง รางวัลบล็อก (block subsidy) ที่เคยเป็นแหล่งรายได้หลักของนักขุดมาตั้งแต่ปี 2009 จะลดลงเหลือศูนย์ในทางปฏิบัติ และนักขุดทั่วโลกจะต้องพึ่งพาค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมเพียงอย่างเดียวเพื่อรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย

หน้าผางบประมาณความปลอดภัย ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Bitcoin

หน้าผางบประมาณความปลอดภัย ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Bitcoin
ภาพจาก AI

ในวงการ Bitcoin มีคำเรียกประเด็นนี้ว่า “Security Budget Cliff” หรือ “หน้าผางบประมาณความปลอดภัย” หลักการมันเรียบง่าย ความปลอดภัยของเครือข่าย Bitcoin ขึ้นอยู่กับนักขุดที่ใช้พลังประมวลผล (hashrate) ในการตรวจสอบและบันทึกธุรกรรม ยิ่งมี hashrate มากเท่าไร การโจมตี 51% ก็ยิ่งทำได้ยากและแพงเท่านั้น

แต่นักขุดไม่ได้ทำงานฟรี พวกเขาต้องการแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันรายได้ของนักขุดมาจากสองส่วนหลัก คือ รางวัลบล็อก (เหรียญใหม่ที่ออกจากระบบ) และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ผู้ใช้จ่าย

  • หลัง halving เดือนเมษายน 2024 รางวัลบล็อกอยู่ที่ 3.125 BTC
  • halving ครั้งหน้าประมาณปี 2028 จะลดเหลือ 1.5625 BTC
  • ลดลงครึ่งหนึ่งทุก 4 ปี จนถึงปี 2140 รางวัลจะเหลือต่ำกว่า 1 satoshi (น้อยกว่า 0.00000001 BTC)
  • หลังจากนั้น นักขุดจะอยู่ได้ด้วยค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว

คำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้คือ ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมในอนาคตจะมากพอที่จะรักษา hashrate ระดับปัจจุบัน (หรือสูงกว่า) ให้ Bitcoin ปลอดภัยหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจของ Bitcoin จะเข้าสู่วงจรอุบาทว์ นักขุดออกจากระบบ → hashrate ลดลง → ต้นทุนการโจมตี 51% ลดลง → ความเชื่อมั่นในเครือข่ายเสีย → ราคาตก → นักขุดยิ่งออกอีก

เลขคณิตที่น่ากลัวจากเหตุการณ์จริง

เลขคณิตที่น่ากลัวจากเหตุการณ์จริง
ภาพจาก AI

ลองดูตัวเลขปัจจุบันก่อน ในปี 2024-2025 ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมคิดเป็นเพียงประมาณ 1-5% ของรายได้นักขุดทั้งหมด ส่วนที่เหลือ 95-99% มาจากรางวัลบล็อก แม้ในช่วงที่ค่าธรรมเนียมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์อย่างยุค Ordinals/Inscriptions ในปี 2023-2024 ค่าธรรมเนียมก็ยังไม่เคยแตะ 30% ของรายได้นักขุดอย่างต่อเนื่อง

เพื่อให้นักขุดมีรายได้คงที่หลังปี 2140 (โดยไม่คิดเงินเฟ้อและพลังประมวลผลที่จะแพงขึ้นในอนาคต) ค่าธรรมเนียมต่อบล็อกจะต้องสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 50-100 เท่า ลองคิดดูว่า ทุกครั้งที่คุณโอน Bitcoin คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 50-100 เท่าของวันนี้ แล้วใครจะมาใช้ Bitcoin เป็นช่องทางการชำระเงิน?

ที่ซวยกว่านั้น คือเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับ Bitcoin Cash (BCH) ซึ่งเป็น fork ของ Bitcoin BCH มี hashrate ต่ำกว่า BTC อย่างมาก และเคยถูกโจมตี 51% สำเร็จในเดือนพฤษภาคม 2019 มี mining pool สองแห่งร่วมมือกัน reorganize บล็อกเชนเพื่อย้อนกลับธุรกรรม นี่คือบทพิสูจน์ว่าเครือข่าย Proof-of-Work ที่ hashrate ตกต่ำ มีโอกาสถูกโจมตีจริง

Bitcoin เครือข่ายหลักยังไม่เคยถูกโจมตี 51% สำเร็จ แต่ในปี 2014 mining pool ชื่อ GHash.io เคยมี hashrate เกือบ 50% ของเครือข่าย จนชุมชนต้องร้องขอให้นักขุดบางส่วนย้ายออกจาก pool เพื่อกระจายอำนาจ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า การรวมศูนย์ hashrate เป็นความเสี่ยงที่จับต้องได้

การถกเถียงในหมู่นักพัฒนา Bitcoin ที่ไม่มีใครพูดถึง

การถกเถียงในหมู่นักพัฒนา Bitcoin ที่ไม่มีใครพูดถึง
ภาพจาก AI

ปัญหา Security Budget ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการเทคนิค Bitcoin มีนักพัฒนาและนักเศรษฐศาสตร์อย่าง Paul Sztorc, Eric Wall และ Hasu ที่เคยเขียนงานวิจัยหลายชิ้นเตือนว่า โมเดลค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ บางคนถึงกับเสนอให้เปลี่ยนโปรโตคอลให้มี “tail emission” (เงินเฟ้อต่อเนื่อง) เพื่อรักษาแรงจูงใจของนักขุด คล้ายกับที่ Monero ใช้

แต่ฝ่าย Bitcoin maximalist ปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า การเปลี่ยน supply cap 21 ล้านดอลลาร์ คือการทำลายจิตวิญญาณของ Bitcoin ที่ถูกออกแบบให้เป็น “hard money” ที่จำกัดและตรวจสอบได้ พวกเขาเชื่อว่าตลาดค่าธรรมเนียมจะปรับตัวเอง เมื่อ Bitcoin มีมูลค่าสูงขึ้น ผู้ใช้จะยอมจ่ายค่าธรรมเนียมแพงขึ้นเพื่อความปลอดภัย

ปัญหาคือ ทฤษฎีนี้ยังไม่เคยถูกทดสอบในโลกจริง และเรามีเวลาแค่ 115 ปีเพื่อหาคำตอบ ถ้าคำตอบที่ได้คือ “ผิด” ก็เกินเยียวยาแล้ว เพราะการเปลี่ยนโปรโตคอลของ Bitcoin ต้องใช้ฉันทามติของชุมชนทั่วโลก ซึ่งเคยพิสูจน์มาแล้วในช่วง Block Size War ปี 2017 ว่ามันยากแค่ไหน

ที่น่าสนใจคือ Hal Finney ผู้บุกเบิก Bitcoin คนสำคัญและเป็นคนแรกที่ได้รับ BTC จาก Satoshi เคยเขียนตั้งแต่ปี 2010 ว่า Bitcoin อาจต้องอาศัยชั้นรองรับ (เช่น Lightning Network) เพื่อทำธุรกรรมส่วนใหญ่ และ on-chain Bitcoin จะกลายเป็นเครือข่าย settlement สำหรับธุรกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น แต่นี่ก็ยังเป็นการ “ฝัน” ว่าค่าธรรมเนียมระดับ settlement layer จะมากพอ

Bryan Johnson อาจมีอายุยืนเกิน Bitcoin

Bryan Johnson อาจมีอายุยืนเกิน Bitcoin
ภาพจาก AI

กลับมาที่ Bryan Johnson เขาทุ่มเงินกว่าปีละ 2 ล้านดอลลาร์กับโครงการ Project Blueprint ที่ใช้การวัดผลทางการแพทย์ละเอียดยิบเพื่อย้อนวัยอวัยวะของเขา เขาเชื่อว่าด้วยเทคโนโลยี gene therapy, AI medicine และการดูแลร่างกายอย่างเข้มงวด มนุษย์อาจมีชีวิตเกิน 200 ปีได้ในอนาคตอันใกล้

สมมติว่า Johnson ทำได้จริง เขาเกิดปี 1977 ปัจจุบันอายุ 48 ปี ถ้าจะอยู่ทันปี 2140 เขาต้องอายุ 163 ปี นี่ยังเป็นเรื่องไกลเอื้อม แต่ในเชิงทฤษฎีไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเทคโนโลยีพัฒนาตามที่เขาคาดหวัง

แต่คำถามที่น่าสะพรึงกลัวกว่าคือ Bitcoin ที่เขาเชื่อว่า “อมตะ” จะอยู่รอดถึงตอนนั้นจริงหรือ? ถ้าหน้าผางบประมาณความปลอดภัยกลายเป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้ Bitcoin อาจต้องเผชิญหนึ่งในสามทางเลือก

  • เปลี่ยนโปรโตคอล เพิ่ม tail emission หรือเปลี่ยนกลไกให้นักขุดมีรายได้พอ ซึ่งจะทำลายความเป็น “hard money” และอาจทำให้ชุมชนแตกแยก
  • Bitcoin กลายเป็น settlement layer ที่มีค่าธรรมเนียมแพงมาก ใช้ได้แค่ธนาคารกลางหรือสถาบันการเงิน คนทั่วไปไม่มีสิทธิ์ใช้ ซึ่งสวนทางกับวิสัยทัศน์ดั้งเดิม
  • Bitcoin ค่อย ๆ ตาย เพราะถูกโจมตี 51% ซ้ำ ๆ จนความเชื่อมั่นเสียหมด นักลงทุนย้ายไปสินทรัพย์อื่นที่ปลอดภัยกว่า

เรื่องตลกร้ายคือ Bryan Johnson อาจเป็นมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อรอชม Bitcoin ตายต่อหน้าต่อตา ไม่ใช่เพื่อรอชม halving ครั้งสุดท้าย

ทำไมไม่มีใครอยากพูดเรื่องนี้

คำถามคือ ทำไมเรื่องสำคัญขนาดนี้ถึงไม่ค่อยถูกพูดถึงในสื่อกระแสหลักหรือบนโซเชียลมีเดีย? คำตอบส่วนหนึ่งคือ มันเป็นเรื่องของอนาคตที่ไกลเกินกว่าจะกระทบราคาวันนี้ นักลงทุนที่ซื้อขาย BTC ในกรอบเวลาเป็นวัน สัปดาห์ หรือปี ไม่สนใจเรื่องที่จะเกิดในศตวรรษหน้า

อีกส่วนหนึ่ง คือเรื่องนี้ขัดกับเรื่องเล่า (narrative) ที่ทำให้คนซื้อ Bitcoin Bitcoin ขายความเป็น “digital gold” ที่ “จำกัดและอมตะ” การยอมรับว่าโมเดลเศรษฐกิจระยะยาวของ Bitcoin ยังไม่เคยถูกพิสูจน์ จะลดความน่าเชื่อถือของเรื่องเล่านี้ลง ดังนั้นวงการ Bitcoin จึงเลือกที่จะ “ไม่พูด” หรือเปลี่ยนเรื่อง

ผู้เขียนเห็นได้ชัดจากการตอบสนองต่อคำกล่าวอ้างของ Johnson ทุกคนเฉลิมฉลองคำว่า “อมตะ” แต่ไม่มีใครถามว่า ในปี 2140 จริง ๆ แล้ว Bitcoin จะหน้าตาเป็นยังไง? นี่คือ cope ที่สวยงามที่สุดในประวัติศาสตร์การลงทุน

ความเห็นผู้เขียน

ผมไม่ได้เขียนบทความนี้เพื่อบอกว่า Bitcoin จะตายแน่นอน หรือไม่ควรลงทุนใน BTC ส่วนตัวผมก็ยังเชื่อว่า Bitcoin มีบทบาทสำคัญในระบบการเงินโลกในระยะ 10-30 ปีข้างหน้า และยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนรุ่นเรา

แต่ผมขอเตือนว่า การเชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตาว่า Bitcoin จะอยู่ตลอดไป โดยไม่เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของมัน คือการเป็นนักลงทุนที่ขี้เกียจคิด คำกล่าวอ้างของ Bryan Johnson ที่ว่าเขาจะอยู่ถึงปี 2140 อาจเป็นแค่ marketing ที่สวยงาม แต่มันก็ได้เปิดประเด็นสำคัญที่วงการคริปโตควรหันมามองอย่างจริงจัง นั่นคือ Bitcoin ในยุคหลังรางวัลบล็อก จะอยู่รอดด้วยกลไกอะไร?

ผมมองว่ามีโอกาสสูงที่ Bitcoin จะต้องเปลี่ยนรูปร่างไปอย่างมีนัยสำคัญในอีก 30-50 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนโปรโตคอล (ซึ่งจะเจ็บปวดมาก) การกลายเป็น settlement layer ราคาแพง (ที่อาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้ก่อตั้งฝัน) หรือการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับเครือข่ายอื่นที่มีโมเดลเศรษฐกิจยั่งยืนกว่า

สำหรับนักลงทุนไทย ผมแนะนำให้มอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ “ปัจจุบันแข็งแกร่ง อนาคตยังไม่แน่นอน” ไม่ต่างจากสินทรัพย์อื่น ๆ การกระจายความเสี่ยงในพอร์ตคริปโตยังคงสำคัญ และอย่าพึ่งพา narrative ของ “Bitcoin อมตะ” เพียงอย่างเดียวเป็นเหตุผลในการถือยาว

สุดท้ายแล้ว ถ้า Bryan Johnson มีอายุยืนถึงปี 2140 จริง ผมเชื่อว่าเขาคงเขียนบันทึกบอกลูกหลานว่า “พ่อเคยเชื่อว่า Bitcoin จะอยู่ตลอดไป แต่ปรากฏว่า พ่ออยู่นานกว่ามันเสียอีก”

เครดิตภาพจาก @Altcoinist