สรุปข่าว
- แก๊งต้มตุ๋นคริปโต BG Wealth Sharing ล้มพังหลังหลอกนักลงทุนรวมความเสียหายราว $150 ล้าน โดยใช้กลยุทธ์โฆษณาผลตอบแทนรายวัน 1.3%-2.6% บนโซเชียลมีเดีย
- ทางการสหรัฐฯ ร่วมกับ Tether, Binance และ OKX อายัดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับแก๊งนี้ได้แล้วกว่า $41.5 ล้าน ขณะที่เงินมากกว่า $92 ล้านถูกฟอกผ่านหลายบล็อกเชนระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-3 พ.ค. 2569
- กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ฟ้องคดีชาวจีน 2 ราย ที่บริหารเครือข่ายหลอกลงทุนในพม่า ก่อนหลบหนีมาไทยและถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ไทย
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
คดีฉ้อโกงขนาดใหญ่อย่าง BG Wealth Sharing ซึ่งดูดเงินนักลงทุนไปกว่า $150 ล้าน ส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นในตลาดคริปโตโดยรวม โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ยังไม่มีประสบการณ์ แม้ผลกระทบต่อราคาโดยตรงจะจำกัด แต่คดีแบบนี้มักเป็นข้ออ้างให้หน่วยงานกำกับดูแลเข้มงวดกับวงการคริปโตมากขึ้น
ตามรายงานจาก Cointelegraph เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 ทางการสหรัฐฯ ประกาศความสำเร็จในการอายัดทรัพย์สินกว่า $41.5 ล้านที่เชื่อมโยงกับแก๊งต้มตุ๋นคริปโต BG Wealth Sharing ซึ่งถูกประเมินว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมราว $150 ล้าน โดยปฏิบัติการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสหรัฐฯ กับบริษัทคริปโตอย่าง Tether, Binance และ OKX แก๊งนี้อ้างว่าให้คำแนะนำการเทรดคริปโตที่สร้างกำไรได้ทุกวัน โฆษณาอย่างหนักบนโซเชียลมีเดีย และดึงดูดนักลงทุนตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายในช่วงปลายเดือนเม.ย. 2569
รูปแบบต้มตุ๋นและวิธีฟอกเงิน
BG Wealth Sharing ล่อลวงนักลงทุนด้วยสัญญาผลตอบแทนรายวัน 1.3% ถึง 2.6% ซึ่งฟังดูน่าเชื่อถือแต่เป็นไปไม่ได้ในระยะยาว แก๊งนี้ใช้ระบบการเทรดปลอมและสร้าง CEO สมมติขึ้นมาเพื่อหลอกลวงนักลงทุน นอกจากนี้ยังดำเนินการในรูปแบบชักชวน โดยผู้ลงทุนเก่าจะได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นหากแนะนำสมาชิกใหม่ การสื่อสารกับนักลงทุนส่วนใหญ่ผ่านช่องทางส่วนตัวอย่างแอป Bonchat และ Telegram
หลังจากแก๊งล่มสลาย มีการฟอกเงินมากกว่า $92 ล้านผ่านหลายบล็อกเชนระหว่างวันที่ 27 เม.ย. ถึง 3 พ.ค. 2569 โดยใช้การสลับสินทรัพย์ผ่าน DeFi บริดจ์ข้ามเชน และการห่อสเตเบิลคอยน์เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตาม ในช่วงเดียวกัน ผู้ก่อตั้งที่อ้างชื่อว่า “Stephen Beard” ยังออกคำสั่งระหว่างวันที่ 2-6 พ.ค. 2569 เรียกเก็บ “ค่าภาษี” 12% จากยอดเงินในบัญชีของนักลงทุนทุกราย โดยอ้างว่าจำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบบัญชีก่อนถึงจะถอนเงินได้ ซึ่งเป็นกลลวงที่เรียกว่า advance fee scam หรือการหลอกให้จ่ายเงินล่วงหน้า
สหรัฐฯ บุกทลายเครือข่าย จับผู้ต้องสงสัยในไทย
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ), สำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) และหน่วยสืบสวนลับสหรัฐฯ ยึดโดเมนเว็บไซต์หลักของ BG Wealth Sharing ที่ bgwealthsharing.com เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2569 โดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ “Scam Center Strike Force” ในวันเดียวกันนั้น กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังฟ้องคดีอาญาต่อชาวจีน 2 ราย ได้แก่ เจียง เหวิน เจี๋ย (รู้จักในนาม เจียง หนาน) และ หวง ซิงซาน (รู้จักในนาม อา เจ๋อ) ซึ่งบริหารเครือข่ายหลอกลงทุนในพม่าตั้งแต่ต้นปี 2568 จนถึงปลายปีเดียวกัน ก่อนพยายามขยายเครือข่ายไปยังกัมพูชาและหลบหนีมาไทยในเดือนพ.ย. 2568
FBI ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ประสานงานทางกฎหมายในกรุงเทพฯ และเจ้าหน้าที่ไทย รวมถึงหน่วยปราบปรามการหลอกลวงทางไซเบอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนสามารถจับกุมทั้งสองคนได้ในต้นปี 2569 ในข้อหาต้องหาคดีฉ้อโกงด้านการลงทุน นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งทั่วโลกออกคำเตือนเกี่ยวกับ BG Wealth Sharing และแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องอย่าง DSJ Exchange ตั้งแต่ต้นปี 2569 ทั้งในแคนาดา สหรัฐฯ และฟิลิปปินส์
สัญญาณเตือนที่นักลงทุนต้องรู้จักให้ได้
คดี BG Wealth Sharing มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจนหลายประการซึ่งนักลงทุนควรจดจำ ประการแรกคือสัญญาผลตอบแทนตายตัวทุกวัน ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีการลงทุนใดการันตีกำไรได้ทุกวัน ประการที่สองคือการโฆษณาหนักผ่านโซเชียลมีเดียโดยไม่มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ประการที่สามคือระบบชักชวนคนใหม่เพื่อรับผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งเป็นโครงสร้างแบบ Ponzi ที่ต้องอาศัยนักลงทุนใหม่มาจ่ายผลตอบแทนให้คนเก่า ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับ กองทัพบอทคริปโตปลอมที่ล่อเหยื่อชาวไทยเข้าแก๊งหลอกรักลวงลงทุน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภัยจากกลโกงลงทุนคริปโตบนโซเชียลมีเดียยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องระวัง
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าคดี BG Wealth Sharing เป็นเคสที่น่าศึกษามากเพราะมันไม่ได้แตกต่างจากแก๊งต้มตุ๋นที่เราเห็นมาแล้วหลายสิบคดี สัญญาผลตอบแทนวันละ 1.3-2.6% นั้นถ้าคิดทบต้นเป็นปีจะได้ผลตอบแทนหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือกระบวนการส่งตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสองรายจากไทยไปสหรัฐฯ และโอกาสที่เหยื่อจะได้รับเงินคืนจากทรัพย์สินที่ถูกอายัดมูลค่า $41.5 ล้าน แต่ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่ากระบวนการนี้มักใช้เวลานานมาก และเงินที่เหยื่อจะได้คืนมักน้อยกว่าที่สูญไปมาก สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนไทยในตอนนี้คือต้องระมัดระวังสัญญาณโฆษณาคริปโตบนโซเชียลมีเดียที่ดูดีเกินจริง
ที่มา: Cointelegraph
ภาพจาก AI

