สรุปข่าว
- ราคา Ethereum ยังคงเผชิญแรงกดดันและไม่สามารถยืนหยัดเหนือระดับ 2,400 ดอลลาร์ได้อย่างต่อเนื่องในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาซึ่งสวนทางกับการฟื้นตัวของตลาดคริปโตในภาพรวม
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากการลดลงของปริมาณการซื้อขายบนกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์รวมถึงผลกระทบจากการถูกแฮ็กโปรโตคอลครั้งใหญ่ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อระบบนิเวศ DApps
- การแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งอย่าง Solana และสถานะขาดทุนของบริษัทสถาบันรายใหญ่อย่าง Bitmine ที่เข้าซื้อ Ethereum ไว้ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นปัจจัยบั่นทอนความน่าสนใจในสายตานักลงทุนสถาบัน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
ปัจจัยกดดันทั้งเรื่องกิจกรรมบนเครือข่ายที่ลดลงและการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่สกัดกั้นไม่ให้ราคา Ethereum สามารถทะลุผ่านแนวต้านสำคัญไปได้ในระยะสั้น
ราคา Ethereum (ETH) ยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญโดยไม่สามารถรักษาระดับเหนือ 2,400 ดอลลาร์ได้อย่างยั่งยืนตลอดช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าทำผลงานได้ตามหลังสินทรัพย์ดิจิทัลตัวอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2026 ราคา ETH ปรับตัวลดลงมาแล้วถึง 21% ทำให้นักลงทุนเริ่มแสดงความกังวลที่เหรียญระดับนี้ไม่สามารถฟื้นตัวตามภาพรวมของตลาดได้

ในขณะที่มูลค่าตลาดรวมของคริปโตลดลง 11% ตั้งแต่ต้นปี แต่ Ethereum กลับเผชิญกับแรงลมต้านเฉพาะตัวที่รุนแรงกว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการลดลงของกิจกรรมบนแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (DApps) ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อการสร้างฐานราคาของ ETH อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าปริมาณการซื้อขายบนกระดานเทรด DEX ลดลงถึง 53% ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ซึ่งภาคส่วนนี้ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของกิจกรรม DApps บนเครือข่าย Ethereum ส่งผลให้รายได้ของ DApps เหล่านี้หายไปถึง 49% ในช่วงเวลาเดียวกัน แม้ว่าการร่วงลงของเหรียญ Memecoin จะมีส่วนทำให้ความน่าสนใจของ DEX ลดลง แต่ปัญหาใหญ่ที่เข้ามาแทรกแซงคือการแฮ็กโปรโตคอลที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก

วงการคริปโตต้องสูญเสียเงินไปกว่า 630 ล้านดอลลาร์จากการถูกแฮ็กในเดือนเมษายน โดยความเสียหายส่วนใหญ่มาจาก KelpDAO และ Drift Protocol ซึ่งบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ Hacken ระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้กิจกรรมบน DEX ของทั้งอุตสาหกรรมหดตัวลง 47% ในเวลาเพียงสามเดือน
นอกจากนี้ Ethereum ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งที่เน้นการขยายขีดความสามารถบน Base Layer ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการใช้งานสำหรับคนทั่วไป แม้ Ethereum จะยังคงเป็นผู้นำในภาพรวมเมื่อรวมกับโซลูชัน Layer-2 แต่คู่แข่งอย่าง Solana และ Hyperliquid กลับครองส่วนแบ่งรายได้จาก DApps รวมกันถึง 42% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมากเมื่อพิจารณาว่า Ethereum มีมูลค่ารวมที่ถูกล็อกไว้ (TVL) สูงกว่าถึงหกเท่า
Uttam Singh วิศวกรจาก Alchemy ให้ความเห็นว่าตลาดบางส่วนอาจประเมินผิดพลาดว่าการอัปเกรดเครือข่าย Glamsterdam ที่กำลังจะมาถึงจะทำให้โซลูชัน Rollup ตกอยู่ในอันตราย ทั้งที่จริงแล้วการอัปเกรดนี้จะช่วยเพิ่มความจุของ Base Layer ขึ้นสามเท่าและเปิดทางให้ประมวลผลธุรกรรมแบบคู่ขนานได้ แต่ถึงอย่างนั้น ผู้ใช้งานและนักลงทุนส่วนใหญ่ก็ยังสับสนถึงความจำเป็นของ Layer-2 หาก Base Layer สามารถขยายตัวได้ถึงจุดหนึ่งแล้ว แถมยังไม่มีความชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยเพิ่มค่าธรรมเนียมเครือข่ายเพื่อนำไปจ่ายเป็นผลตอบแทน Staking ที่สูงขึ้นได้จริงหรือไม่
ในมุมของนักลงทุนสถาบัน ความน่าสนใจของ Ethereum ก็ลดลงเช่นกันหลังจากที่ Bitmine ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่ถือครอง ETH มากที่สุดยังคงขาดทุนจากเงินสำรองของบริษัท ทีมบริหารที่นำโดย Tom Lee ใช้เงินไปกว่า 1.22 หมื่นล้านดอลลาร์ในการกว้านซื้อ ETH แต่ปัจจุบันมูลค่าพอร์ตกลับเหลือเพียง 1.08 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ได้สร้างความเสี่ยงที่จะเกิดการเทขายในทันที แต่มันก็ลดทอนความน่าดึงดูดใจในสายตาสถาบันการเงินอื่นๆ
แม้ปัจจัยทั้งหมดนี้จะไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าราคา Ethereum จะไม่มีวันไปถึง 2,800 ดอลลาร์ แต่กิจกรรมบนเครือข่ายที่ซบเซา การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรม DApps และความน่าสนใจที่ลดลงในสายตาสถาบัน ล้วนเป็นน้ำหนักที่คอยฉุดรั้งไม่ให้ Ethereum เติบโตได้เต็มศักยภาพเมื่อเทียบกับตลาดคริปโตในภาพรวม
ที่มา cointelegraph
มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่าปัญหาที่ Ethereum กำลังเผชิญเป็นเรื่องของช่วงรอยต่อทางเทคโนโลยีและการปรับตัวของตลาดครับ การมาของคู่แข่งอย่าง Solana ที่ทำงานได้เร็วและถูกกว่าบน Layer เดียว ทำให้ผู้ใช้งานรายย่อยรู้สึกสะดวกกว่าการต้องข้ามไปมาบน Layer-2 ของ Ethereum ประกอบกับเม็ดเงินจากฝั่งสถาบันที่ยังติดดอยอยู่ก็ทำให้ขาดแรงผลักดันรอบใหม่ สำหรับคนที่ถือครอง ETH อยู่ การเฝ้าจับตาดูผลลัพธ์หลังการอัปเกรด Glamsterdam ว่าจะสามารถดึงทราฟฟิกกลับมาและเพิ่มอัตราผลตอบแทน Staking ได้หรือไม่ จะเป็นจุดชี้วัดสำคัญว่าเหรียญพี่รองตัวนี้จะสามารถฝ่าด่านแนวต้านทางจิตวิทยาขึ้นไปได้เมื่อไหร่ครับ

