สรุปข่าว
- ตัวแทนชุมชน Arbitrum โหวตเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงกว่า 90% เพื่ออนุมัติการปล่อยเหรียญ ETH จำนวน 30,765 เหรียญที่ถูกอายัดไว้หลังจากเหตุการณ์แฮ็กโปรโตคอลซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มแฮ็กเกอร์ Lazarus
- การโหวตครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางกฎหมายอย่างดุเดือดเนื่องจากทนายความในสหรัฐฯ ได้ยื่นคำร้องเพื่อขออายัดทรัพย์สินดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของเกาหลีเหนือเพื่อนำไปชดเชยให้กับเหยื่อจากการก่อการร้าย
- การโอนเงินคืนผู้เสียหายจะต้องรอเวลาอย่างน้อยแปดวันตามกฎการกำกับดูแลซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลมีเวลาเข้ามาแทรกแซงในขณะที่ชุมชนคริปโตก็เตรียมความพร้อมในการปกป้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดจากความเสี่ยงทางกฎหมาย
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
แม้การนำเงินกลับมาเยียวยาผู้เสียหายจะเป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นในระบบนิเวศการเงินแบบกระจายศูนย์แต่ความเสี่ยงจากการแทรกแซงโดยอำนาจรัฐก็ยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่อาจทำให้เกิดความล่าช้าและความไม่แน่นอนในระยะสั้น
ตัวแทนของเครือข่าย Arbitrum ได้ลงมติอนุมัติให้ปล่อยเงินจำนวน 71 ล้านดอลลาร์ในรูปของเหรียญ ETH ที่ถูกอายัดไว้หลังจากเกิดเหตุการณ์ช่องโหว่ rsETH ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่ม Lazarus เมื่อเดือนที่ผ่านมา การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการปะทะกันโดยตรงระหว่างอำนาจการปกครองแบบกระจายศูนย์กับการต่อสู้ทางกฎหมายในชั้นศาลของสหรัฐฯ ว่าแท้จริงแล้วใครคือเจ้าของเงินก้อนนี้
การลงคะแนนเสียงแบบ On-chain ซึ่งปิดโหวตไปเมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ตามเวลาฮ่องกงได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้นกว่า 90% โดยเป็นการอนุมัติให้ปล่อยเหรียญ ETH จำนวน 30,765 เหรียญที่ถูก Security Council ของ Arbitrum อายัดไว้หลังจากเกิดเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 18 เมษายน ซึ่งในตอนนั้นผู้โจมตีได้ใช้โทเคน rsETH ที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันมาวางเป็นหลักประกันบนแพลตฟอร์ม Aave เพื่อกู้ยืมเหรียญ ETH มูลค่าประมาณ 230 ล้านดอลลาร์ออกไปจากโปรโตคอล
เงินทุนส่วนนี้ถูกจัดสรรไว้สำหรับความพยายามในการฟื้นฟูระบบร่วมกันของอุตสาหกรรมซึ่งนำโดย Aave ควบคู่ไปกับ KelpDAO LayerZero EtherFi และ Compound โดยมีเป้าหมายหลักคือการชดเชยความเสียหายให้กับผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบ
แต่ในขณะเดียวกันเหรียญ ETH ที่ถูกอายัดไว้ก็กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของข้อพิพาททางกฎหมายที่ทวีความรุนแรงขึ้นในศาลรัฐบาลกลางแมนฮัตตัน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Charles Gerstein ทนายความที่เป็นตัวแทนของครอบครัวผู้เสียหายซึ่งถือครองคำพิพากษาคดีก่อการร้ายที่เกาหลีเหนือยังไม่ได้ชำระเงินมูลค่าราว 877 ล้านดอลลาร์ ได้ส่งหนังสือแจ้งอายัดไปยัง Arbitrum DAO โดยอ้างว่าเหรียญ ETH ที่ถูกแช่แข็งไว้นั้นถือเป็นทรัพย์สินของเกาหลีเหนือเนื่องจากการแฮ็กครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม Lazarus Group ของเปียงยาง ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้จุดชนวนให้เกิดการต่อสู้ทางกฎหมายอย่างฉุกเฉิน
ทางด้าน Aave ได้เดินหน้ายื่นคำร้องเมื่อต้นสัปดาห์เพื่อขอยกเลิกคำสั่งอายัดโดยโต้แย้งว่าสินทรัพย์เหล่านั้นเป็นของผู้ใช้งานที่บริสุทธิ์ไม่ใช่ของเกาหลีเหนือ พร้อมทั้งเตือนว่าหากปล่อยให้มีความล่าช้าต่อไปก็อาจเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการชำระบัญชีแบบโดมิโนและสร้างความไม่มั่นคงในวงกว้างทั่วทั้งตลาดการเงินแบบกระจายศูนย์
Gerstein ได้ออกมาโต้กลับเมื่อวันอังคารว่าการโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่การขโมยแต่เป็นการฉ้อโกง ซึ่งหมายความว่าผู้โจมตีได้รับกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายในเหรียญ ETH จากการหลอกลวงตลาดสินเชื่อของ Aave ด้วยหลักประกันที่ไม่มีมูลค่า
อย่างไรก็ตามการลงคะแนนเสียงของชุมชนเมื่อวันศุกร์ไม่ได้หมายความว่าเงินจะถูกย้ายในทันที เนื่องจากมาตรการนี้ถูกจัดโครงสร้างให้เป็น Constitutional AIP ภายใต้กรอบการกำกับดูแลของ Arbitrum การโอนเงินจึงไม่สามารถดำเนินการได้เป็นเวลาอย่างน้อยแปดวัน ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลแมนฮัตตันมีเวลาในการเข้ามาแทรกแซงก่อนที่จะมีการย้ายเหรียญ ETH ใดๆ
นอกจากนี้ตัวแทนของ Arbitrum ก็ไม่ได้ลงคะแนนเสียงโดยมองข้ามความเสี่ยงทางกฎหมาย เนื่องจากข้อเสนอนี้ยังได้รวมเอาการคุ้มครองการชดเชยค่าเสียหายสำหรับ Arbitrum Foundation รวมถึง Offchain Labs สมาชิก Security Council และตัวแทนการกำกับดูแลจากการเรียกร้องบางประการที่อาจเกิดขึ้นจากการอายัดหรือการปล่อยเหรียญ ETH ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเดิมพันรอบการโหวตครั้งนี้มีความไม่ธรรมดาอย่างมาก
Linda Jeng ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายและนโยบายของ Aave Labs ได้กล่าวในงาน Consensus Miami สัปดาห์นี้ว่าการถูกโจมตีได้บีบให้โปรโตคอลต้องทบทวนกรอบความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด โดยขยายมาตรฐานหลักประกันให้ครอบคลุมมากกว่าแค่ตัวชี้วัดทางการเงิน แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ การทำงานร่วมกันของระบบ และการตรวจสอบสถาปัตยกรรมทางเทคนิค Jeng ซึ่งเคยทำงานเป็นหน่วยงานกำกับดูแลในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 ได้เปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับการช่วยเหลือทางการเงินแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้เงินภาษีของประชาชนมาอุ้ม โดยเธอกล่าวว่าในวิกฤตการเงินตอนนั้นเราต้องเข้าไปอุ้มธนาคาร แต่ในโลกคริปโตพวกเรารวมตัวกันเป็นระบบนิเวศเพื่อช่วยเหลือและอุ้มชูพวกเรากันเอง
ที่มา coindesk
มุมมองส่วนตัวผมมองว่าเคสนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ท้าทายอำนาจระหว่างโลก Decentralized กับกฎหมายของระบบดั้งเดิมครับ การที่ทนายความพยายามจะยึดเงินของผู้ใช้งานที่ตกเป็นเหยื่อเพียงเพราะแฮ็กเกอร์ที่ปล้นไปบังเอิญเป็นคนของเกาหลีเหนือนั้นดูเป็นตรรกะที่ค่อนข้างอันตรายต่ออุตสาหกรรม DeFi อย่างมาก โชคดีที่ชุมชนคริปโตและแพลตฟอร์มใหญ่อย่าง Aave จับมือกันสู้เพื่อปกป้องสิทธิ์ของผู้ใช้งาน สำหรับนักลงทุน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความเสี่ยงในโลก DeFi ไม่ได้มีแค่เรื่องของช่องโหว่หรือการโดนแฮ็ก แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจมีหน่วยงานรัฐเข้ามาแทรกแซงและอายัดเงินใน Smart Contract ได้ครับ

