สรุปข่าว
- DTCC ประกาศนำโครงสร้างพื้นฐานของ Chainlink มาผสานกับแพลตฟอร์ม Collateral AppChain เพื่อรองรับการบริหารหลักประกันแบบอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง
- แพลตฟอร์มนี้ใช้เทคโนโลยีโทเคนไนเซชันและบล็อกเชน โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่กว่า 50 แห่งร่วมพัฒนา อาทิ BlackRock, Goldman Sachs, JPMorgan และ Nasdaq
- DTCC วางแผนเปิดทดสอบการซื้อขายสินทรัพย์โทเคนไนซ์ในเดือนกรกฎาคม 2569 ก่อนเปิดใช้งานเต็มรูปแบบในไตรมาส 4 ปีนี้
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ DTCC ซึ่งดูแลสินทรัพย์กว่า 114 ล้านล้านดอลลาร์เลือกใช้ Chainlink เป็นสัญญาณชัดเจนว่าโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนกำลังได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงินหลักของโลก ความร่วมมือนี้ส่งผลดีต่อระบบนิเวศ Chainlink และตลาด RWA โดยรวมในระยะยาว
เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 The Depository Trust & Clearing Corporation (DTCC) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรโครงสร้างพื้นฐานตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ประกาศนำเทคโนโลยีของ Chainlink มาผสานกับแพลตฟอร์ม Collateral AppChain ตามรายงานจาก CoinDesk โดยการผสานรวมครั้งนี้จะใช้ Chainlink Runtime Environment (CRE) และมาตรฐานข้อมูลของ Chainlink เพื่อรองรับระบบอัตโนมัติ ข้อมูล และการประมวลผลภายในแพลตฟอร์ม Nadine Chakar กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลกของ DTCC ระบุว่าเป้าหมายคือการบริหารหลักประกันแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลก โดยใช้โทเคนไนเซชันและเทคโนโลยี DLT เพื่อปฏิวัติวิธีการจัดการความเสี่ยงในตลาดการเงิน
Collateral AppChain คืออะไร และมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
แพลตฟอร์ม Collateral AppChain ของ DTCC ถูกพัฒนาขึ้นบน AppChain ของ DTCC ซึ่งสร้างอยู่บน Besu blockchain ของ LF Decentralized Trust โดย DTCC ประกาศแพลตฟอร์มนี้ครั้งแรกในวันที่ 2 เม.ย. 2568 และได้จัดการสาธิตสดครั้งสำคัญในงาน “The Great Collateral Experiment” เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2568 เพื่อแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนย้ายและบริหารหลักประกันได้อย่างไร
ความสัมพันธ์ระหว่าง DTCC และ Chainlink ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้น ทั้งสองฝ่ายเคยร่วมงานกันในโครงการ Swift blockchain interoperability ในเดือนกันยายน 2566 ซึ่งใช้ Cross-Chain Interoperability Protocol (CCIP) ของ Chainlink เพื่อรองรับการส่งข้อความและโอนโทเคนข้ามเครือข่าย ก่อนที่จะต่อยอดมาสู่ความร่วมมือเชิงลึกในโครงการ Collateral AppChain ในครั้งนี้
กว่า 50 สถาบันใหญ่ร่วมขบวน ก.ล.ต. สหรัฐฯ เปิดไฟเขียวแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจคือโครงการนี้ไม่ได้เป็นแค่ความร่วมมือระหว่าง DTCC กับ Chainlink เท่านั้น แต่มีบริษัทชั้นนำจากทั้งโลกการเงินดั้งเดิมและ DeFi กว่า 50 แห่งเข้าร่วมในคณะทำงานอุตสาหกรรมของ DTCC ไม่ว่าจะเป็น BlackRock, Goldman Sachs, JPMorgan, Citi, Bank of America, Morgan Stanley, Nasdaq, Circle, Ripple Prime, Ondo Finance, Fireblocks, Robinhood และบริษัทแม่ของ Kraken อย่าง Payward ซึ่งการมีส่วนร่วมของสถาบันเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดการเงินกระแสหลักมองเรื่องโทเคนไนเซชันอย่างจริงจังแล้ว
ในด้านกฎระเบียบ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ได้ออก no-action letter ในเดือนธันวาคม 2568 อนุญาตให้ DTCC ให้บริการโทเคนไนเซชันสำหรับสินทรัพย์ที่กำหนดเป็นระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุมสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น กองทุน ETF ที่ติดตามดัชนีหลัก หุ้น Russell 1000 และตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ประเภทต่างๆ ทั้งนี้ DTCC วางแผนเปิดทดสอบการซื้อขายสินทรัพย์โทเคนไนซ์ในระดับจำกัดในเดือนกรกฎาคม 2569 ก่อนจะเปิดบริการเต็มรูปแบบในไตรมาส 4 ปีนี้ ปัจจุบัน DTCC ดูแลสินทรัพย์รวมกว่า 114 ล้านล้านดอลลาร์ผ่านฝ่าย DTC
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นหนึ่งในสัญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดของปีนี้ที่แสดงว่าโลกการเงินดั้งเดิมกำลังก้าวเข้าหาบล็อกเชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ทดลองหรือทำ PR เพราะ DTCC คือโครงสร้างพื้นฐานที่ค้ำตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งระบบ การที่องค์กรระดับนี้เลือก Chainlink บอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับทิศทางของวงการ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือการทดสอบจริงในเดือนกรกฎาคมว่าระบบจะรองรับปริมาณธุรกรรมระดับ DTCC ได้จริงไหม เพราะ DTCC ประมวลผลการจ่ายเงินปันผลหลายล้านรายการต่อวัน ถ้าระบบผ่านการทดสอบนี้ได้ ก็น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับทั้งตลาด RWA และโครงการที่เกี่ยวข้องกับ Chainlink
ที่มา: CoinDesk
เครดิตภาพจาก @LeJournalDuCoin

