bitkub-banner

สรุปอัปเดต : ทรัมป์เยือนจีนวันแรก มีประเด็นอะไรที่นักลงทุนคริปโตต้องตาม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ดีลใหญ่ที่สุดในวันแรกคือการที่สหรัฐฯ เปิดเผยชื่อยักษ์ใหญ่เทคจีน เช่น Alibaba, Tencent, ByteDance สามารถซื้อชิป AI Nvidia H200 ได้ภายใต้เงื่อนไขคุมเข้ม
  • สี จิ้นผิง ส่งสัญญาณกร้าวว่าประเด็นไต้หวันคือเส้นตายที่หากพลาดอาจทลายความสัมพันธ์ทั้งหมด ขณะที่ทรัมป์พยายามดึงจีนให้ใช้อิทธิพลช่วยสงบศึกในอิหร่าน
  • ทรัมป์ผลักดันให้จีนซื้อสินค้าเกษตรและเครื่องบินเพิ่มขึ้น ซึ่งสี จิ้นผิง ยืนยันว่าจีนจะเปิดประตูรับธุรกิจอเมริกันให้กว้างขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีการพูดถึงเรื่องภาษีนำเข้า

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

การประชุมวันแรกระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง จบลงด้วยท่าทีที่ประนีประนอมมากขึ้น โดยมีความคืบหน้าที่โดดเด่นในด้านเทคโนโลยีจากการอนุมัติขายชิป Nvidia H200 ให้จีนภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ ในขณะที่ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์อย่างไต้หวันยังคงเป็นหัวข้อที่เปราะบางที่สุดซึ่งทรัมป์เลือกที่จะสงวนท่าทีในการตอบคำถามสื่อ ส่วนด้านเศรษฐกิจนั้นถือเป็นข่าวดีเมื่อทั้งสองฝ่ายมุ่งเน้นไปที่การขยายความร่วมมือทางการค้ามากกว่าการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ ส่งผลให้ภาพรวมมหภาคดูผ่อนคลายลง 

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ วันนี้ได้มีกำหนดการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการพร้อมนำคณะซีอีโอเทคยักษ์ใหญ่ร่วมเดินทางเข้าร่วมประชุมกับ ปธน. สี จิ้นผิง ส่งผลทำให้ทั่วโลกต่างจับตาว่า ในวันแรกของการประชุมจะมีการพูดคุยในประเด็นไหนที่จะส่งผลต่อทิศทางตลาดโลกบ้าง

หลังจากที่การประชุมในช่วงเช้าเสร็จสิ้นลง สรุปได้ว่าวันนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิงมีการหารือกันใน 5 ประเด็นหลัก ๆ  ดังต่อไปนี้

1. เทคโนโลยี/ชิป/AI

ในประเด็นของฝั่งอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ฝั่งของสหรัฐฯ ได้มีการดึงตัว Jensen Huang เข้าร่วมคณะเจรจาระดับสูงระหว่างสองประเทศ ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดมีการเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้อนุมัติให้บริษัทสัญชาติจีนสามารถซื้อชิป AI รุ่น H200 ของ Nvidia ได้แล้วโดยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการควบคุมที่เข้มงวด เช่นการห้ามนำไปใช้ทางการทหาร และต้องส่งมอบผ่านเส้นทางที่สหรัฐฯ กำหนด

สำหรับบริษัทที่มีการเผยชื่อออกมาจะประกอบไปด้วย Alibaba, ByteDance(TikTok),Tencent, JD รวมถึง Lenovo, Foxconn และอื่นๆราว 10 แห่ง

แม้จะมีการอนุมัติแล้วแต่ดีลดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นจริงเนื่องจากรัฐบาลจีนยังคงเดินหน้าผลักดันให้บริษัทในประเทศหันไปชิปจาก Huawei หรือของในประเทศมากกว่า

2. ไต้หวัน

ในระหว่างการประชุม แม้ ปธน.สี จิ้นผิง จะมีการกล่าวชื่นชมทรัมป์และมีการหยิบยื่นไมตรี แต่เขาก็ได้มีการเตือนทรัมป์อย่างตรงไปตรงมาว่า ความขัดแย้งในประเด็นของไต้หวันอาจนำไปสู่การปะทะ และหากจัดการผิดพลาดอาจทำลายความสัมพันธ์ของสองประเทศได้ทั้งหมด 

สิ่งนี้หมายความว่า จีนพยายามแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่อยากให้สหรัฐฯเข้ามามีบทบาทในไต้หวัน ซึ่งภายหลังการประชุมทรัมป์เลือกที่จะไม่โต้ตอบใดๆ กับนักข่าวในประเด็นเรื่องไต้หวัน แสดงให้เห็นว่าประเด็นนี้มีความอ่อนไหวสูงและอาจนำไปสู่สงครามระหว่างมหาอำนาจได้ 

3. สงครามอิหร่าน

ทรัมป์ได้เรียกร้องอยากให้จีนใช้อิทธิพลกดดันอิหร่านให้ยอมตามเงื่อนไขสหรัฐฯ และเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดย Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศ บอกว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเสียหายเพราะสงครามนี้ ทว่า ทางรัฐบาลจีนยังไม่ได้แนวทางชัดเจนในการตอบกลับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ แต่ก็ถือว่าเป็นความหวังที่จะทำให้สงครามยุติลงโดยเร็วหากมีประเทศที่สามมาช่วยไกล่เกลี่ย

4. การค้าและภาษี

ด้านการค้าและภาษี ปัจจุบันยังไม่มีข้อตกลงใหญ่ แต่ สี จิ้นผิง ระบุว่ามีความคืบหน้าในทางบวก และไม่ได้มีการกล่าวถึงประเด็นของภาษีนำเข้าที่เคยเป็นเรื่องร้อนแรงเมื่อปีที่ผ่านมา 

รายงานระบุว่า ทรัมป์ต้องการให้จีนซื้อสินค้าสหรัฐฯ เพิ่ม เช่น เครื่องบิน ถั่วเหลือง และสินค้าเกษตร รวมถึงเปิดประตูให้ธุรกิจอเมริกันกว้างขึ้น ซึ่งปธน.สี จิ้นผิง ได้ตอบกลับชัดเจนว่าประตูของจีนต่อธุรกิจอเมริกันจะเปิดกว้างขึ้นเรื่อย ๆ บ่งชี้ว่าการเจรจาของทั้งสองเป็นไปได้ด้วยดี

5. อื่นๆ 

นอกเหนือจากนี้ผู้นำทั้งสองยังได้มีการพูดคุยถึงประเด็นอื่นๆ เช่น ตัวยา Fentanyl แร่ rare earth รวมถึงอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่ได้มีการลงรายละเอียดสำคัญมากนัก 

โดยสรุปแล้ว การประชุมในวันนี้มีทิศทางที่ออกมาดีและความสัมพันธ์ส่วนตัวของทั้งสองยังคงปกติ แต่สำหรับชาวคริปโตถึงข่าวจะไม่ได้มีความคืบหน้ากับตลาดโดยตรงแต่อย่างน้อยนักเทรดก็พอจะสามารถคาดเดาได้แล้วว่าหากการเยือนจีนครั้งนี้ได้ข้อสรุปที่ดีตลาดคริปโตก็อาจจะฟื้นกลับขึ้นมาได้อันเป็นผลมาจากปัจจัยมหภาคที่สนับสนุน

ภาพ : BBC


มุมมองผู้เขียน : ในเย็นวันนี้ทรัมป์จะมีการเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ และในวันพรุ่งนี้จะมีการเดินหน้าประชุมต่อ ซึ่งถ้าหากพรุ่งนี้ไม่มีเหตุการณ์หักมุม ตลาดคริปโตน่าจะเริ่มสะท้อนภาพเชิงบวกจากความเชื่อมั่นที่ฟื้นกลับมาในระดับมหภาค ประกอบกับเรื่อง CLARITY Act แต่นักเทรดอาจยังไม่สามารถชะล่าใจได้เพราะมีความเป็นไปได้เช่นกันที่สถานการณ์ทั้งสองจะย่ำแย่ลงในวันพรุ่งนี้