สรุปข่าว
- JPMorgan เพิ่มการถือครองหุ้น BlackRock IBIT (Bitcoin ETF) ไปอยู่ที่ 8.3 ล้านหุ้น ใน Q1 ปี 2026 เพิ่มขึ้นประมาณ 175% จากไตรมาสก่อน
- JPMorgan ถือเป็นหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก และในอดีตเป็นสถาบันที่มีท่าทีระมัดระวังต่อสินทรัพย์คริปโตมาโดยตลอด การเพิ่มสถานะครั้งนี้จึงถือเป็นสัญญาณสำคัญ
- ต้องจับตาดูว่าสถาบันการเงินรายใหญ่อื่นๆ จะเดินตามรอย JPMorgan ในการเพิ่มการถือครอง Bitcoin ETF ในไตรมาสถัดไปหรือไม่
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่ JPMorgan ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ที่เคยตั้งแง่กับ Bitcoin มาเพิ่มสถานะถือครอง Bitcoin ETF ถึง 175% ในไตรมาสเดียว ถือเป็นสัญญาณบวกอย่างชัดเจนต่อความเชื่อมั่นของสถาบันการเงิน การเคลื่อนไหวนี้ช่วยตอกย้ำว่า Bitcoin ได้รับการยอมรับในฐานะสินทรัพย์ที่ถูกกฎหมายและถือครองได้ในระดับสถาบัน ซึ่งอาจกระตุ้นให้ธนาคารและกองทุนรายอื่นเดินตามในอนาคต
ในช่วงบ่ายวันที่ 14 พ.ค. 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานจาก Cointelegraph JPMorgan ธนาคารใหญ่อันดับต้นของสหรัฐฯ ได้เพิ่มการถือครองหุ้น BlackRock IBIT ซึ่งเป็น Bitcoin ETF รายใหญ่ที่สุดในตลาด ไปอยู่ที่ 8.3 ล้านหุ้นในไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นประมาณ 175% จากไตรมาสก่อนหน้า การเปิดเผยข้อมูลนี้มาจากรายงานการถือครองหลักทรัพย์ (13F filing) ที่ JPMorgan ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ตามกฎระเบียบปกติ ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอย่างมากจากสถาบันที่ผู้บริหารระดับสูงอย่าง Jamie Dimon เคยวิจารณ์ Bitcoin อย่างต่อเนื่องมาหลายปี
JPMorgan จากคนวิจารณ์ Bitcoin สู่ผู้ถือ ETF รายใหญ่
ย้อนกลับไปในอดีต JPMorgan และ Jamie Dimon ซีอีโอของบริษัทเคยมีท่าทีระมัดระวังต่อ Bitcoin อย่างเปิดเผย โดย Dimon เคยเรียก Bitcoin ว่าเป็น “กลโกง” ในช่วงปี 2017 และแม้ในภายหลังจะอ่อนลงในถ้อยคำ แต่ก็ยังคงมีความสงสัยต่อสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารในเชิงสถาบันเลือกเพิ่มสถานะการถือครอง Bitcoin ETF ถึง 175% ใน Q1 ปี 2026 สะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายบริหารกองทุนและทีมลงทุนของ JPMorgan มองว่า IBIT ของ BlackRock เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับการจัดสรรพอร์ตการลงทุน โดยขณะนี้ Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ราว $79,716
ที่น่าสังเกตคือการเคลื่อนไหวของ JPMorgan ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดคริปโตยังเผชิญกับความผันผวน แสดงว่าสถาบันการเงินระดับโลกมองข้ามความผันผวนระยะสั้นและสะสม Bitcoin ETF ในราคาที่ตนมองว่าเหมาะสม สิ่งนี้สอดคล้องกับแนวโน้มของสถาบันขนาดใหญ่ที่ต่างทยอยเข้ามาในตลาด Bitcoin ETF ตั้งแต่หลัง ก.ล.ต. สหรัฐฯ อนุมัติ Spot Bitcoin ETF ในต้นปี 2024
ความสำคัญของ IBIT ในฐานะประตูสู่ Bitcoin สำหรับสถาบันการเงิน
BlackRock IBIT ถือเป็น Bitcoin ETF ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการสูงที่สุดในโลกนับตั้งแต่เปิดตัว การที่ JPMorgan เลือก IBIT เป็นช่องทางการเข้าถึง Bitcoin สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐานและชื่อเสียงของ BlackRock ในฐานะผู้จัดการกองทุนระดับโลก สำหรับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่มีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ การถือ ETF ถือเป็นวิธีที่ง่ายและถูกกฎหมายมากกว่าการถือ Bitcoin โดยตรง
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า JPMorgan คาด Strategy ซื้อ Bitcoin เพิ่มถึง $3 หมื่นล้านในปี 2026 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า JPMorgan ไม่เพียงแต่เพิ่มการถือครอง Bitcoin ETF ของตัวเองเท่านั้น แต่ยังติดตามและวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของบริษัทที่สะสม Bitcoin เป็นสินทรัพย์หลักอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีรายงานเรื่อง Kevin Warsh ผู้สนับสนุน Bitcoin นั่งเก้าอี้ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งอาจสร้างสภาพแวดล้อมเชิงนโยบายที่เอื้อต่อสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้นในอนาคต
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้เป็นหนึ่งในสัญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดของการยอมรับ Bitcoin ในระดับสถาบันที่เห็นในช่วงนี้ เพราะ JPMorgan ไม่ใช่แค่ธนาคารธรรมดา แต่เป็นตัวแทนของวอลล์สตรีทแบบดั้งเดิมที่เคยต่อต้าน Bitcoin อย่างเปิดเผย การที่พวกเขาเพิ่มสถานะถึง 175% ในไตรมาสเดียวบอกเราว่าภายในองค์กรมีการเปลี่ยนมุมมองอย่างมีนัยสำคัญ แน่นอนว่าราคา Bitcoin ยังผันผวนและมีปัจจัยลบระยะสั้นอยู่ไม่น้อย แต่การเคลื่อนไหวของสถาบันแบบนี้มักเป็นสัญญาณระยะกลางถึงยาว ผู้เขียนจะจับตาดูรายงาน 13F ของสถาบันอื่นๆ ใน Q2 ปี 2026 ว่าจะมีใครเดินตามรอย JPMorgan บ้าง
ที่มา: @Cointelegraph
ภาพจาก AI

