สรุปข่าว
- Jane Street ยักษ์ใหญ่ผู้ดูแลสภาพคล่องแห่งวอลล์สตรีท ปรับพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่ในไตรมาสแรกปี 2026 ด้วยการลดการถือครอง Bitcoin ETF ลงกว่า 60-70%
- สวนทางกับการรุกตลาด Ether ETF ที่เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเกือบเท่าตัว โดยเฉพาะกองทุนของ BlackRock และ Fidelity พร้อมเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานคริปโตอย่าง Galaxy Digital และ Coinbase
- การปรับพอร์ตท่ามกลางความผันผวนและกระแส AI ส่งผลให้บริษัททำรายได้จากการเทรดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.61 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนกลยุทธ์การลงทุนที่ยืดหยุ่นตามเทรนด์โลก
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
แม้การเทขาย Bitcoin ETF ของสถาบันรายใหญ่จะดูเป็นแรงกดดันฝั่งขาลง แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่า เป็นการโยกย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ดิจิทัลตัวอื่นอย่าง Ether และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศคริปโต แทนที่จะเป็นการถอนตัวออกจากอุตสาหกรรม เม็ดเงินที่ไหลเข้า Ether ETF อย่างต่อเนื่องอาจช่วยพยุงภาพรวมตลาดให้ทรงตัวได้
Jane Street บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) แห่งวอลล์สตรีท ได้ทำการปรับพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งสำคัญในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 โดยเลือกที่จะลดการถือครองกองทุน Bitcoin ETF ลงอย่างมีนัยสำคัญ และหันไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุน Ether (ETH) แทน ตามรายงาน 13F ที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
เทขาย Bitcoin ETF สวนทางกับการรุกตลาด Ether
ข้อมูลระบุว่า Jane Street ได้ลดการถือครองกองทุน Bitcoin ETF หลักๆ ลงอย่างมาก โดยเฉพาะ iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock ที่ลดลงถึง 71% เหลือเพียงประมาณ 5.9 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 225 ล้านดอลลาร์ และ ใน Fidelity Wise Origin Bitcoin Fund (FBTC) ที่ลดลงประมาณ 60% เหลือ 2 ล้านหุ้น
โดยบริษัทกลับไปเพิ่มการลงทุนในกองทุน Ether ETF เกือบเท่าตัว โดยเฉพาะในกองทุน iShares Ethereum Trust (ETHA) ของ BlackRock และ Fidelity Ethereum Fund (FETH) ซึ่งมีการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนรวมกันกว่า 82 ล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา
ความเคลื่อนไหวนี้ สอดคล้องกับสัญญาณการเข้าซื้อกองทุน Ether ETF ของนักลงทุนสถาบันรายอื่นอย่าง Wells Fargo ที่เริ่มเห็นได้ชัดเจน ในช่วงต้นปี 2026
ลดความเสี่ยงในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin รวมถึง Strategy
ความร้อนแรงของ Bitcoin ในพอร์ตของบริษัท Jane Street ดูจะลดลงในทุกมิติ เนื่องจากมีการลดสัดส่วนหุ้นในบริษัท Strategy (MSTR) ของ Michael Saylor ลงถึง 78% จากเดิมที่เคยถืออยู่เกือบ 1 ล้านหุ้น ในช่วงปลายปี 2025 เหลือเพียง 2.1 แสนหุ้นในไตรมาสแรกของปีนี้

Jane Street เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกลยุทธ์ (MSTR) ขึ้น 473% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 แหล่งที่มา: TheBTCTherapist
นอกจากนี้ บริษัท Jane Street ยังได้ลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่มเหมืองขุดบิตคอยน์อีกหลายแห่ง เช่น IREN, Cipher Mining, TeraWulf และ Core Scientific
เน้นการลงทุนแบบเลือกสรรใน Coinbase, Galaxy และ Riot
แม้จะมีการเทขายสินทรัพย์ที่ผูกกับบิตคอยน์ แต่ Jane Street ไม่ได้ถอนตัวออกจากอุตสาหกรรมคริปโตทั้งหมด โดยเลือกปรับเปลี่ยนตำแหน่งการลงทุนอย่างมีกลยุทธ์ ดังนี้
- หุ้นบริษัท Riot Platforms (RIOT) : มีการเพิ่มการถือครองจาก 5 ล้านหุ้น เป็น 7.4 ล้านหุ้น มูลค่าราว 91 ล้านดอลลาร์
- หุ้นบริษัท Coinbase (COIN): มีการเพิ่มการถือครองเป็น 8.8 แสนหุ้น จากเดิม 7.7 แสนหุ้น แม้มูลค่าตามราคาตลาดจะลดลงเล็กน้อย ตามสภาวะตลาด
- บริษัท Galaxy Digital (GLXY): เป็นหุ้นตัวที่ขยายตัวแรงที่สุด โดยเพิ่มจากเพียง 1.7 หมื่นหุ้น เป็น 1.5 ล้านหุ้น (มูลค่าเพิ่มจาก 3.8 แสนดอลลาร์ เป็น 28 ล้านดอลลาร์)
ผลประกอบการทุบสถิติ จากความผันผวน และกระแส AI
ผลจากการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางตลาดที่ผันผวน ประกอบกับกำไรที่ได้จากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลให้ Jane Street รายงานรายได้จากการเทรดในไตรมาสที่ 1 สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.61 หมื่นล้านดอลลาร์
สะท้อนให้เห็นว่า บริษัท Jane Street สามารถใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนของตลาด และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีการเงินโลกได้อย่างยอดเยี่ยม ในฐานะหนึ่งในผู้นำ Market Maker ระดับโลก
ที่มา : tradingview
มุมมองผู้เขียน : นี่คือสัญญาณของการหมุนเวียนในกลุ่มสินทรัพย์ โดยบิตคอยน์อาจจะเข้าสู่ช่วงอิ่มตัวในมุมมองของสถาบันบางราย ทำให้พวกเขาเลือกที่จะโยกเงินไปหา Ether ETF ที่มีเรื่องราวของ Smart Contract และการใช้งานจริงรองรับมากกว่า ซึ่งการที่ Jane Street เพิ่มการลงทุนในหุ้น Galaxy Digital และ Coinbase มหาศาล ก็แสดงให้เห็นว่า บริษัทยังเชื่อในอุตสาหกรรมคริปโตนี้อย่างเต็มเปี่ยม

