สรุปข่าว
- ในการประชุมสุดยอด Trump-Xi ที่ปักกิ่ง สี จิ้นผิงแสดงความสนใจซื้อน้ำมันอเมริกันมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต
- Donald Trump เองก็เปิดเผยกับ Fox News ว่าจีนตกลงซื้อน้ำมันจากรัฐเท็กซัส, หลุยเซียนาและอลาสกา โดยระบุว่า “เรือบรรทุกน้ำมันจีนจะเริ่มเดินทางไปสหรัฐฯ”
- จีนไม่ได้นำเข้าน้ำมันสหรัฐฯ เลยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 หลังจากมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้า 20% ในช่วงสงครามการค้า
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
สัญญาณการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่าง 2 มหาอำนาจเศรษฐกิจโลกถือเป็นปัจจัยมหภาคเชิงบวกที่มักหนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวมได้รับอานิสงส์ในการเข้าซื้อจากตลาดไปด้วย
ดีลพลังงานบนโต๊ะเจรจาแห่งปี
ในการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีนที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 จีนได้แสดงความสนใจซื้อน้ำมันสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดของการเจรจา ในขณะที่ Trump เผยกับสื่อว่า สี จิ้นผิง ตกลงซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ ในหลากหลายรายการทั้งน้ำมัน LNG, เมล็ดพืชถั่วเหลืองและเครื่องบิน Boeing 200 ลำ
ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัว บีบจีนหาแหล่งพลังงานใหม่
จีนระงับการซื้อน้ำมันดิบและ LNG ของอเมริกาในปี 2025 เป็นผลมาจากมาตรการภาษีตอบโต้หลังสงครามการค้า ทำให้ความสัมพันธ์ด้านพลังงานของสองประเทศที่สร้างมาหลายปีพังทลายลงภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี แต่วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซในปี 2026 ได้พลิกสถานการณ์อย่างสิ้นเชิง
ประมาณ 1 ใน 5 ของการส่งออกน้ำมันและ LNG ของโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การปิดช่องแคบนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วเอเชีย, ยุโรปและทั่วโลก โดยจีนในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกได้รับผลกระทบหนักที่สุด
การส่งออกน้ำมันดิบจากสหรัฐฯไปจีนลดลงถึง 95% จากปี 2023 เหลือเพียง 8.4 ล้านบาร์เรลในปี 2025 ดังนั้นแม้แต่การกลับมาซื้อในระดับปี 2020 ที่เคยสูงสุดที่ประมาณ 395,000 บาร์เรลต่อวันก็จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาก
อย่างไรก็ตาม สื่อทางการจีนไม่ได้กล่าวถึงเรื่องพลังงานในการสรุปผลการประชุม และยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณหรือกรอบเวลาของข้อตกลง ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าเป็น “ความสนใจ” มากกว่า “สัญญาผูกพัน”
สัญญาณที่จีนจะกลับมาซื้อน้ำมันสหรัฐฯ ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความเป็นมิตรอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ “ความจำเป็น” จากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่บีบให้ทั้งสองฝ่ายต้องหันหน้าหากัน ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า หากข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ จะเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ดีที่สุดสำหรับตลาดสินทรัพย์เสี่ยงในปีนี้ เพราะมันหมายถึงการลดความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ระดับมหภาคที่กดทับตลาดมาตลอดแต่คงต้องติดตามว่าจีนจะยืนยันในสิ่งที่ Trump พูดหรือไม่ เพราะตอนนี้ภาพที่เห็นยังมาจากฝั่งสหรัฐฯฝ่ายเดียว
ที่มา: BRICS, CNBC, Al Jazeera, Bloomberg/Yahoo Finance

