bitkub-banner

Charles Hoskinson เตือน! Bitcoin กว่า 8 ล้าน BTC เสี่ยงถูกเจาะด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมภายใน 10 ปี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Charles Hoskinson ผู้ก่อตั้ง Cardano เตือนบนเวทีงาน Consensus Miami 2026 ว่ามีโอกาสเกิน 50% ที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมเชิงพาณิชย์ที่ทรงพลังพอจะเจาะระบบคริปโต จะเกิดขึ้นภายในปี 2576
  • CoinPedia ระบุว่า ปัจจุบันกว่า 34% ของ Bitcoin ทั้งหมดมี Public Key ถูกเปิดเผยบน Blockchain แล้ว คิดเป็น BTC ราว 8 ล้านเหรียญที่อาจเสี่ยงถูกขโมยได้หาก Quantum Computer ไปถึงจุดนั้นจริง
  • Decrypt รายงานว่า แม้ชุมชน Bitcoin จะเริ่มพูดถึงข้อเสนอ BIP-361 เพื่อแก้ปัญหา แต่ Hoskinson มองว่ายังไม่เพียงพอ เพราะ BTC เก่ากว่า 1.7 ล้านเหรียญรวมถึงของ Satoshi Nakamoto อาจไม่สามารถกู้คืนได้ด้วยวิธีนี้

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bearish
ในระยะยาวคอมพิวเตอร์ควอนตัมคือหนึ่งในความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดของ Bitcoin หากเครือข่ายไม่สามารถอัปเกรดระบบความปลอดภัยได้ทันเวลา ความเสี่ยงที่ Bitcoin หลายล้านเหรียญอาจถูกขโมยจะสร้างแรงกดดันต่อความเชื่อมั่นของตลาดอย่างรุนแรง และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Bitcoin ในอนาคต

Charles Hoskinson ขึ้นเวทีในงาน Consensus Miami 2026 พร้อมคำเตือนที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการคริปโต โดยระบุว่าภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจมาเร็วกว่าที่ตลาดคิด และ Bitcoin ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจนเพียงพอหากวันนั้นมาถึงจริง

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ความเป็นไปได้ของ Quantum Computing แต่คือการที่ BTC จำนวนมหาศาลบนเครือข่ายในปัจจุบันอาจตกอยู่ในความเสี่ยงแล้วตั้งแต่วันนี้

ทำไม Bitcoin กว่า 34% ถึงเสี่ยงแล้ว?

CoinPedia ระบุว่า Bitcoin จำนวนมากมี Public Key ถูกเปิดเผยบน Blockchain แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการใช้ Address ซ้ำ หรือใช้ Address รูปแบบเก่าของระบบ Bitcoin

ปกติแล้ว Bitcoin จะซ่อน Public Key ไว้หลัง Hash แต่เมื่อมีการส่งเหรียญออกจาก Address นั้น Public Key จะถูกเปิดเผย และหากในอนาคตคอมพิวเตอร์ควอนตัมมีพลังมากพอ ก็อาจใช้ Shor’s Algorithm ย้อนคำนวณหา Private Key ได้

Hoskinson ประเมินว่าความเสี่ยงนี้อาจครอบคลุม BTC มากถึง 8 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ในราคาปัจจุบัน

BIP-361 แก้ปัญหาได้จริงไหม?

Bitcoin.com รายงานว่า ชุมชน Bitcoin เริ่มพูดถึงข้อเสนอ BIP-361 ซึ่งเสนอให้ผู้ใช้งานย้ายเหรียญไปยัง Post-Quantum Address ภายในเวลาที่กำหนด และอาจ Freeze เหรียญที่ยังอยู่บน Address เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม Decrypt ระบุว่า Hoskinson มองว่าทางออกนี้ยังมีช่องโหว่สำคัญ เพราะ BTC เก่ากว่า 1.7 ล้านเหรียญ รวมถึงเหรียญของ Satoshi Nakamoto ถูกสร้างขึ้นก่อนมาตรฐาน Wallet สมัยใหม่อย่าง BIP-32 และ BIP-39 จะมีอยู่ ทำให้ไม่สามารถใช้ระบบกู้คืนแบบใหม่ได้

นั่นหมายความว่า แม้ชุมชนจะ Upgrade ระบบสำเร็จ ก็ยังอาจมี BTC จำนวนมหาศาลที่เสี่ยงอยู่ดี

ปัญหาที่ใหญ่กว่าเทคนิค คือ Governance ของ Bitcoin

Hoskinson ยังชี้ว่า ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือโครงสร้างการตัดสินใจของ Bitcoin เอง

ต่างจาก Cardano, Polkadot หรือ Tezos ที่มีระบบ Governance สำหรับโหวต Upgrade Protocol ได้โดยตรง Bitcoin ยังพึ่งการตกลงร่วมกันของชุมชนแบบกระจายอำนาจเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นได้ยากมาก

Hoskinson มองว่า แม้ทุกคนจะเห็นตรงกันว่าปัญหานี้ต้องแก้ แต่กระบวนการในการผลักดันจริงอาจใช้เวลานานเกินไปเมื่อเทียบกับความเร็วของเทคโนโลยีควอนตัม

สุดท้ายสถาบันอาจเป็นคนบังคับเปลี่ยน Bitcoin?

U.Today และ Bitcoinist รายงานว่า Hoskinson ตั้งคำถามว่า หากวันหนึ่ง BTC จำนวนมหาศาลตกอยู่ในความเสี่ยงจริง สถาบันขนาดใหญ่ที่ถือ Bitcoin อยู่ เช่น BlackRock หรือ Strategy อาจเป็นฝ่ายผลักดัน Hard Fork เพื่อปกป้องมูลค่าสินทรัพย์ของตัวเอง แม้ชุมชน Bitcoin บางส่วนจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

เขามองว่านี่อาจกลายเป็นความย้อนแย้งครั้งใหญ่ของ Bitcoin เพราะระบบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงอำนาจรวมศูนย์ อาจต้องพึ่งแรงผลักดันจากสถาบันในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์


ผู้เขียนมองว่า แม้คำเตือนของ Hoskinson จะมีส่วนของการแข่งขันระหว่าง Blockchain อยู่บ้าง แต่ประเด็นเรื่องความเสี่ยงด้านควอนตัมก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม เพราะข้อมูลเรื่อง Public Key Exposure และข้อจำกัดของ Wallet รุ่นเก่าเป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้จริงบน Blockchain

ในระยะสั้น ตลาดอาจยังไม่ให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มากนัก แต่ในระยะ 5–10 ปีข้างหน้า หาก Quantum Computing พัฒนาเร็วเกินคาด และ Bitcoin ยังไม่มีแผน Upgrade ที่ชัดเจน ประเด็นนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของวงการคริปโตได้จริง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: