สรุปข่าว
- ราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างรุนแรงไปแตะ $76,800 ในช่วงเช้าวันนี้ หลังเผชิญกับสภาวะ Sell the News จากการที่ CLARITY Act ผ่านการอนุมัติ
- ขณะเดียวกันเฟดยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดอัตราดอกเบี้ย ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้พุ่งสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนสถาบันเลือกที่จะโยกเงินทุนออก
- ด้านตลาดฟิวเจอร์สเผชิญกับการล้างพอร์ต มูลค่ารวมกว่า $650 ล้านดอลลาร์ ควบคู่ไปกับเงินทุนที่ไหลออกจากกองทุน Spot ETF มหาศาล
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
ราคา Bitcoin ร่วงดิ่งลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ $76,800 ในช่วงเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 หลังเกิดปรากฏการณ์ Sell the News ที่ร่างกฎหมาย CLARITY Act ผ่านความเห็นชอบจากกรรมาธิการวุฒิสภา สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลงเมื่อประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh ส่งสัญญาณไม่ลดดอกเบี้ยบวกกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงจนดึงเม็ดเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง นอกจากนี้ ปัจจัยทางเทคนิคัลยังซ้ำเติมด้วยการล้างพอร์ตในตลาดฟิวเจอร์สกว่า 650 ล้านดอลลาร์ และแรงขายจากกองทุน ETF ที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เหรียญ Altcoins ส่วนใหญ่ร่วงระนาวตามพี่ใหญ่
Bitcoin คริปโตเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก ล่าสุดได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงเช้าวันนี้ส่งผลทำให้ราคาหลุดลงไปต่ำกว่า $77,000 และยังคงมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิงข้อมูลจากกราฟ BTC/USD ราคา Bitcoin ได้เคลื่อนที่อยู่ในกรอบ $77,000-$78,000 ตลอดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่ช่วงเวลาประมาณ 6.00 น. จะเกิดความผันผวนอย่างรุนแรงจนทำให้ราคาร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ $76,800

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ราคาร่วงอย่างรุนแรงคาดว่าเป็นผลมาจาก 3 ปัจจัยหลักๆ อันประกอบไปด้วย
การขายหลังข่าว (sell the news)
เนื่องจาก CLARITY Act ได้รับการอนุมัติไปแล้วทำให้ข่าวดีที่นักลงทุนต่างเฝ้ารอได้หมดลง ทำให้ตลาดไม่มีความคาดหวังใดๆ หลงเหลืออยู่อีกจนทำให้นักลงทุนเลือกที่จะเทขายทำกำไรและลดความเสี่ยงลง
เฟดและพันธบัตรสหรัฐฯ
ปัจจัยถัดมาคือเรื่องของเฟด ที่สถิติบ่งชี้ว่าเมื่ดใดก็ตามที่ประธานคนใหม่ (Kevin Warsh) รับตำแหน่งราคา Bitcoin มักจะร่วง แต่ถ้าหากตัดปัจจัยดังกล่าวออกไป ก็จะยังพบว่าท่าทีของเฟดเริ่มมีความแข็งกร้าวมากขึ้นโดยโอกาสที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลงแทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยในสถานการณ์ปัจจุบัน
มิหนำซ้ำ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาส่งผลทำให้นักลงทุนเลิกให้ความสนใจในสินทรัพย์เสี่ยงแบบพร้อมหน้าเนื่องจากกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
ปัจจัยทางเทคนิค
สุดท้ายคือเรื่องของปัจจัยทางเทคนิคัลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการล้างพอร์ตจากตลาดฟิวเจอร์สกว่า $650 ล้าน ส่งผลทำให้เกิดการบีบตัวของราคา ประกอบกับแรงซื้อในตลาดสปอตที่ลดลงเมื่อเทียบกับแรงเทขายจากฝั่งของกองทุน ETF ซึ่งมีเงินไหลออกมหาศาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และสุดท้ายคือแนวโน้มของ Bitcoin ที่เริ่มส่งสัญญาณว่าอาจไม่สามารถรักษาระดับของ EMA 200 ไว้ได้ และเข้าสู่ขาลงอีกครั้งหากไม่มีแรงซื้อกลับเข้ามาในเร็ววัน
ในขณะที่รายงานตลาด altcoins เองก็ได้รับผลกระทบจากความเคลื่อนไหวนี้อย่างหนักและปรับตัวลงโดยทั่วกัน มีเพียง Hyperliquid และ Zcash เท่านั้นที่ยังคงสามารถเคลื่อนไหวสวนทางกับภาพรวมของตลาดได้ในหมู่เหรียญอันดับต้นๆ

มุมมองผู้เขียน : ถึงแม้ว่าสถาบันหลายแห่งจะบ่งชี้ว่าจุดต่ำสุดของ Bitcoin ได้ผ่านพ้นไปแล้วและเรากำลังจะเข้าสู่วงจรขาขึ้นรอบถัดไป แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาอาจแค่ทำให้นักลงทุนไขว้เขวโดยการที่ราคาดิ่งลงทันทีหลังจากข่าวดีผ่านพ้นไปหมดแล้วสะท้อนว่า เจ้ามือและสถาบันการเงินแท้จริงแล้วไม่ได้มองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการพุ่งทะยาน แต่เป็นจุดเช็คบิลเพื่อล็อกกำไรที่ดีที่สุดต่างหาก

